ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทุก ๆ วันพุธเวลา 17.00 ถึง 19.00 น. บรรยากาศภายในห้างค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ อิเกีย ที่สาขาในเยอรมนี จะกลับกลายเป็นความเงียบสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

โดยเสียงดนตรีที่เคยเปิดคลอจะถูกปิดลง และจะไม่มีการประกาศใด ๆ ผ่านลำโพงพีเอระบบประชาสัมพันธ์ยกเว้นกรณีฉุกเฉินเท่านั้น พร้อมกันนี้ แสงไฟถูกปรับให้สลัวลง 

จุดประสงค์ของการทำสิ่งเหล่านี้ ก็เพื่อช่วยให้ทั้งลูกค้าและพนักงานรู้สึกผ่อนคลายและลดความตึงเครียดทางประสาทสัมผัสลง ซึ่งนี่คือแนวคิดหลักของโครงการที่เรียกว่า Quiet Hour หรือ ชั่วโมงแห่งความเงียบ

แนวคิดนี้มีการนำมาใช้ในเยอรมนีผ่านสมาคมที่ชื่อว่า เกไมน์ซาม ซูซามเมน โดยเรเบกกา เลอแฟฟวร์ โฆษกของสมาคมเปิดเผยว่า ต้องการให้ ไควเอ็ต เอาเออร์นี้ ช่วยบรรเทาความตึงเครียดให้กับกลุ่มคนที่มีความบกพร่องที่มองไม่เห็น 

เนื่องจากระบบประสาทของพวกเขามักจะถูกกระตุ้นจนรับไม่ไหวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเราจึงอยากมอบช่วงเวลาที่ลดสิ่งเร้า เพื่อให้พวกเขาได้พักผ่อนอย่างแท้จริง

เป้าหมายของ ไควเอ็ต เอาเออร์ คือการทลายกำแพงทางสังคมที่ทำให้ผู้มีความอ่อนไหวทางประสาทสัมผัสไม่กล้าออกจากบ้านเพราะกลัวการเผชิญกับสิ่งเร้าที่มากเกินไป ซึ่งความกลัวนี้อาจนำไปสู่ปัญหาการสื่อสารและการตัดขาดจากสังคมได้ 

อย่างไรก็ตาม นี่กลับเป็นผลดีกับคนทั่วไปที่มีร่างกายแข็งแรงปกติด้วย โดยคนปกติอาจไม่เคยตระหนักเลยว่าการเดินช้อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือห้างขายเฟอร์นิเจอร์นั้น สามารถสร้างความตื่นตระหนกให้กับประสาทสัมผัสได้มากขนาดไหน 

เพราะต้องเจอไม่ว่าจะเป็นป้ายโฆษณาสีสันฉูดฉาด เสียงรถเข็นที่กระทบกัน หรือกลิ่นต่าง ๆ ที่อบอวลและปนเปกันไปหมด และเสียงประกาศแจ้งโปรโมชั่นดังอยู่ตลอด 

สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างความอึดอัดใจให้กับผู้ป่วยกลุ่มออทิสติกสเปกตรัม, โรคสมาธิสั้น (เอดีเอชดี), ผู้ที่มีภาวะเหนื่อยล้าเรื้อรัง, ผู้ป่วยโรคปวดเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่มีอาการป่วยทางจิตเวชหรือโรคอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อระบบประสาทสัมผัส 

ผู้ที่บุกเบิกแนวคิดนี้คือ ธีโอ ฮอกก์ ชาวนิวซีแลนด์ผู้มีลูกเป็นออทิสติกและทำงานในเครือซูเปอร์มาร์เก็ต

ในปี 2019 เขาได้โน้มน้าวให้นายจ้างริเริ่มจัด ไควเอ็ต เอาเออร์ ในซูเปอร์มาร์เก็ตทุกสาขาทั่วประเทศนิวซีแลนด์สำเร็จ และนับตั้งแต่นั้นมา หลาย ๆ ประเทศก็ได้เริ่มเดินตามรอยแนวคิดนี้ 

ปัจจุบัน ร้านค้าปลีกในเยอรมนีเข้าร่วมโครงการนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่อย่าง เอเดกา และ เรเว 

รูดอล์ฟ ชมิดต์ ผู้บริหารซูเปอร์มาร์เก็ตเรเว ในเมืองดีซ ใกล้กับเมืองแฟรงก์เฟิร์ต เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนแนวคิดนี้คนแรก ๆ โดยร้านที่เขาดูแลอยู่จะจัดไควเอ็ต เอาเออร์ขึ้นทุกวันพุธ เวลา 15.00 ถึง 16.00 น. 

ในช่วงเวลานั้น พนักงานจะหรี่ไฟลง ปิดเสียงสัญญาณเตือนของเครื่องคิดเงิน และเลื่อนเวลาการจัดเรียงสินค้าบนชั้นออกไปก่อน 

ส่วนถ้าหากมีลูกค้าคนไหนคุยโทรศัพท์เสียงดัง พนักงานก็จะเข้าไปขอความร่วมมืออย่างสุภาพให้พวกเขาช่วยวางสายก่อน 

รูดอล์ฟ ชมิดต์กล่าวเสริมอีกว่า ลูกค้าที่ตั้งใจมาใช้บริการในช่วงเวลานี้ต่างชื่นชอบจนเข้ามาขอบคุณทางร้าน

โดยแม้ว่าในตอนแรกจะมีบางคนตั้งคำถามว่า ‘มันจำเป็นขนาดนั้นเลยหรือ?’ แต่หลังจากที่ทางร้านอธิบายเหตุผลให้ฟัง พวกเขาก็เข้าใจและยอมรับมันด้วยดี 

นอกจากนี้ เรเบกกา เลอแฟฟวร์ยังเน้นย้ำว่า ไควเอ็ต เอาเออร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในร้านค้าเท่านั้น แต่ยังขยายไปยังโรงภาพยนตร์ สระว่ายน้ำ และโบว์ลิ่งแล้วด้วย 

และในเร็ว ๆ นี้คาดว่าจะขยายไปยังสวนสนุกแทรมโพลีนในร่ม ซึ่งปกติแล้วเป็นสถานที่ที่มีสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัสสูงมาก โดยเป้าหมายคือการเปิดใจและให้ผู้บริหารลองทำในร้านหรือธุรกิจที่ตนดูแลอยู่ 

ด้านพิพิธภัณฑ์เมืองมึนสเตอร์ ก็ได้เข้าร่วมโครงการนี้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ โดยในวันอังคารแรกของทุกเดือน เวลา 16.00 ถึง 18.00 น. ผู้เข้าชมสามารถใช้แอปพลิเคชันหรือโบรชัวร์เพื่อเดินชมพิพิธภัณฑ์ตาม ‘เส้นทางไควเอ็ต เอาเออร์’ ได้ 

ซึ่งในช่วงเวลานั้นจะงดการนำชมเป็นกลุ่ม และมีพื้นที่สงบจัดไว้ให้เฉพาะ พร้อมทั้งมีการ์ดสื่อสารไว้คอยให้บริการอีกด้วย 

อักเซล ชอลไมเออร์ รองผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์เมืองมึนสเตอร์กล่าวว่า แน่นอนว่าเราไม่ได้ตรวจนับจำนวนคนที่ตั้งใจมาเพื่อไควเอ็ต เอาเออร์โดยเฉพาะ แต่เราสัมผัสได้เลยว่ามีผู้คนเข้ามาใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้จริง ๆ 

ขณะเดียวกัน ร้านขายอุปกรณ์ทำสวนของ แฟรงก์ โรห์เดอ ในเมืองคาสเซิล ซึ่งเป็นหนึ่งในร้านค้าที่ได้รับการแนะนำบนเว็บไซต์ทางการอย่าง ชติลเลอ-ชตุนเดอ ดอทคอม ได้นำแนวคิดนี้มาใช้กับร้านของเขา

เขากล่าวว่า มันเป็นวิธีที่เราทำมาตลอดอยู่แล้ว คือไม่มีการเปิดดนตรี บรรยากาศจะเงียบสงบ และเน้นการพูดคุยกับลูกค้า ซึ่งลูกค้าเองก็ชอบแบบนี้ เพราะพวกเขาก็ไม่ชอบเสียงหนวกหูเช่นกัน 

เทรนด์  ไควเอ็ต เอาเออร์ ในเยอรมนีเป็นการสะท้อนว่า ในยุคที่ผู้คนถูกรบกวนด้วยสิ่งเร้าตลอดเวลาจากสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเวชหรือระบบประสาทเท่านั้นที่จะต้องการความเงียบสงบ 

เพราะคนทั่วไปในสังคมต่างก็โหยหาช่วงเวลาที่สงบเงียบในพื้นที่สาธารณะเช่นกัน ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดเทรนด์เต็มใจตกเทรนด์หรือการปิดแจ้งเตือนต่าง ๆ เพื่อให้ได้พักและมีความสุขกับชีวิต (Joy Of Missing Out – JOMO) / dw