เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงาน องค์กรต้องคิดมากกว่าการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ เพราะหากพนักงานไม่มีทักษะที่เหมาะสม หรือไม่สามารถปรับตัวตามธุรกิจได้ การลงทุนด้านเทคโนโลยีก็อาจไม่สร้างผลลัพธ์เท่าที่ควร

ขณะเดียวกันการพัฒนาคนไม่ได้จำกัดอยู่แค่พนักงานในองค์กร แต่ยังรวมถึงเด็กที่เข้าไม่ถึงการศึกษา แรงงานที่ต้องเปลี่ยนอาชีพ และผู้ประกอบการที่ต้องการโอกาสกลับมาเริ่มต้นใหม่หลังประสบปัญหาทางการเงิน

ประเด็นเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในงานสัมมนา Future-Ready Economy 2026: Designing Capital for the Future ภายใต้หัวข้อ Capital for People ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนาจากองค์กรระหว่างประเทศ ภาคการเงิน และแวดวงการลงทุน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองว่า จะพัฒนาคนอย่างไรให้มีโอกาสทำงาน สร้างรายได้ และเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง

🟥ลงทุนด้านการศึกษา ต้องดูว่าเด็กได้ประโยชน์จริงหรือไม่

Judy Qing Chen, Chairman, Hong Kong Committee for UNICEF ระบุว่า เด็กทั่วโลกประมาณ 278 ล้านคนยังไม่ได้เข้าเรียน แม้ทรัพยากรด้านการศึกษาจะเพิ่มขึ้นแล้วก็ตาม

ปัญหานี้เห็นได้ชัดในพื้นที่ที่เผชิญความขัดแย้ง ซึ่งเด็กจำนวนมากขาดโอกาสเรียนรู้และไม่สามารถวางแผนอนาคตได้ตามปกติ หนึ่งในแนวทางที่ถูกนำมาใช้คือ School in a Box เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

Judy ยังมองว่าเทคโนโลยีและ AI อาจช่วยขยายโอกาสทางการศึกษาได้ แต่การลงทุนไม่ควรจบเพียงการจัดหาอุปกรณ์หรือเพิ่มจำนวนโครงการ เพราะสิ่งสำคัญคือเด็กได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้จริงหรือไม่

ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับการพัฒนาคนในองค์กรได้เช่นกัน การส่งพนักงานเข้าอบรมหรือจัดหลักสูตรใหม่ไม่ได้แปลว่าทักษะของพนักงานจะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ องค์กรต้องดูด้วยว่าความรู้ที่ได้รับนำไปใช้ทำงานได้จริงหรือไม่

Judy ให้ความสำคัญคือการวางแผนระยะยาว โดยมองผลที่จะเกิดกับเด็กและเยาวชนในช่วง 2–3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า แทนที่จะประเมินความสำเร็จจากผลลัพธ์ระยะสั้นเพียงอย่างเดียว

สำหรับธุรกิจ แนวคิดนี้ทำให้เห็นว่า การลงทุนในคนควรวัดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่จำนวนเงินที่ใช้หรือจำนวนคนที่เข้าร่วมโครงการ

🟥แก้หนี้ต้องเปิดทางให้คนกลับมาสร้างรายได้

Rak Vorrakitpokatorn, Chief Executive Officer, Bangkok Commercial Asset Management (BAM)  กล่าวว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับประมาณ 94% ของ GDP เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยเอเชียที่ประมาณ 64%

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ภาระหนี้ที่สูง แต่ยังรวมถึงการที่คนซึ่งมีประวัติค้างชำระหรือกลายเป็นหนี้เสียเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก แม้ต้องการกลับไปประกอบอาชีพหรือเริ่มต้นธุรกิจใหม่ก็ตาม

แนวคิดสำคัญที่ Rak หยิบยกขึ้นมาคือ การเปลี่ยนมุมมองจากการมองคนเหล่านี้เป็นเพียงลูกหนี้เสีย ไปสู่การเปิดโอกาสให้กลับมาเป็นลูกหนี้ที่สามารถชำระหนี้ได้อีกครั้ง หรือ Re-performing Customer

คือการสร้างช่องทางให้ผู้ที่ผ่านกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้และกลับมามีวินัยทางการเงิน สามารถสร้างประวัติเครดิตใหม่และเข้าถึงสินเชื่อได้อีกครั้ง โดยมีการกล่าวถึงแนวคิดเรื่องการประเมินพฤติกรรมทางการเงินในช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อช่วยให้ผู้กู้กลับเข้าสู่ระบบได้

สำหรับการพัฒนาคน ประเด็นนี้สะท้อนว่า การเปิดโอกาสไม่ได้หมายถึงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้คนสามารถกลับไปทำงาน ประกอบธุรกิจ และสร้างรายได้ได้จริงด้วย

อย่างไรก็ตาม การแก้หนี้เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากคนไม่มีงานทำหรือขาดทักษะที่ตลาดต้องการ การฟื้นฟูทางการเงินจึงควรเชื่อมกับการฝึกอาชีพ ความรู้ทางการเงิน และระบบสนับสนุนอื่น ๆ

ในมุมขององค์กร เรื่องนี้ยังชวนให้คิดถึงพนักงานที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตการทำงาน หากคนเคยผิดพลาดหรือจำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ ระบบที่เปิดโอกาสให้เรียนรู้และกลับมาทำงานได้ ย่อมมีความสำคัญไม่แพ้การคัดเลือกคนที่มีความสามารถอยู่แล้ว

🟥การฟื้นฟูคนต้องมีทั้งระบบการเงินและโอกาสเริ่มต้นใหม่

Youngho Lee, Director, International Cooperation, Korea Asset Management Corporation (KAMCO) นำเสนอประสบการณ์ของเกาหลีใต้เกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาทางการเงิน โดยมีโครงการที่สนับสนุนคนประมาณ 4 ล้านคนให้กลับมาใช้ชีวิตและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตามปกติ

ประเด็นสำคัญคือ การช่วยเหลือคนที่มีปัญหาหนี้สินไม่ควรหยุดอยู่ที่การปรับโครงสร้างหนี้ แต่ต้องทำให้พวกเขากลับมาเข้าถึงแหล่งเงินทุนและมีโอกาสประกอบอาชีพได้อีกครั้งด้วย

การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถาบันการเงินจึงมีบทบาทสำคัญ เพราะแม้คนจะจัดการหนี้เก่าได้แล้ว แต่หากไม่มีเงินทุนหรือทักษะที่จำเป็น ก็อาจกลับมาเริ่มต้นธุรกิจได้ยาก

เมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป คนที่ต้องการเริ่มต้นใหม่ยังต้องเรียนรู้ทักษะที่เหมาะกับตลาดแรงงานในปัจจุบัน ไม่ใช่กลับไปทำงานในรูปแบบเดิมโดยไม่มีการปรับตัว

สำหรับภาคธุรกิจ แนวคิดนี้สะท้อนว่า การพัฒนาคนต้องมีระบบรองรับต่อเนื่อง ตั้งแต่การเรียนรู้ การเข้าถึงโอกาสในการทำงาน ไปจนถึงการมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น ไม่ใช่จัดอบรมเพียงครั้งเดียวแล้วจบกระบวนการ

🟥ลงทุนในคนต้องเชื่อมทักษะ งานวิจัย และโอกาสทางธุรกิจ

Jeep Kline, Founder and Managing Partner of Raisewell Ventures และ Professional Faculty Member ที่ University of California, Berkeley, Haas School of Business มองว่า การเตรียมคนให้พร้อมสำหรับเศรษฐกิจยุค AI ไม่ควรจำกัดอยู่แค่การฝึกทักษะด้านเทคโนโลยี แต่ต้องพัฒนาความสามารถในการนำความรู้ไปใช้กับธุรกิจและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงด้วย

เพราะแม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่คนทำงานยังต้องมีความเข้าใจในอุตสาหกรรม สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น และมองเห็นโอกาสที่จะนำความรู้มาต่อยอดเป็นสิ่งใหม่ได้ ทักษะเหล่านี้ช่วยให้คนไม่เพียงปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลง แต่ยังสามารถสร้างความแตกต่างให้กับองค์กรได้ด้วย

ในมุมของ Venture Capital (VC) การลงทุนจึงไม่ได้จบแค่การสนับสนุนเงินทุนให้ธุรกิจ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี บุคลากร และโอกาสทางตลาด เพื่อเปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

“Venture capital is not just about providing funding. It is about connecting research, technology, talent, and business opportunities to turn ideas into real economic value.”

ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงกับการพัฒนาคนในระยะยาว เพราะเมื่อ AI เปลี่ยนวิธีทำงานอย่างต่อเนื่อง การอบรมเพียงครั้งเดียวอาจไม่เพียงพอ องค์กรต้องเปิดโอกาสให้คนได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ทดลองนำความรู้ไปใช้ และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจและนักลงทุนก็มีส่วนช่วยสร้างโอกาสให้ความรู้และทักษะเหล่านั้นต่อยอดไปสู่การทำงานและธุรกิจจริงได้

🟥HR ต้องวัดผลการพัฒนาคนจากการทำงานจริง

เมื่อมองจากทั้ง 4 มุม จะเห็นว่าการลงทุนในคนไม่ได้มีเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องตั้งแต่การเข้าถึงการศึกษา การฟื้นฟูทางการเงิน ไปจนถึงการพัฒนาทักษะและการสร้างโอกาสทางธุรกิจ

สำหรับฝ่าย HR ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่การจัดหลักสูตรหรือเพิ่มงบฝึกอบรม แต่ต้องตอบให้ได้ว่า การพัฒนาคนช่วยให้องค์กรและพนักงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ตัวอย่างตัวชี้วัดที่ควรติดตาม ได้แก่ พนักงานนำทักษะใหม่ไปใช้ได้จริงหรือไม่ ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้นแค่ไหน สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้ดีขึ้นหรือไม่ และมีโอกาสเติบโตในสายอาชีพเพิ่มขึ้นหรือเปล่า

ส่วนในระดับตลาดแรงงาน อาจติดตามว่าผู้ผ่านการฝึกอบรมหางานได้หรือไม่ ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะได้งาน และรายได้เพิ่มขึ้นเท่าไร

ขณะที่การพัฒนาคนในระยะยาวยังต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งสถานศึกษา ผู้ให้บริการ EdTech ภาคธุรกิจ นักลงทุน และหน่วยงานที่สนับสนุนการเข้าถึงโอกาสทางการเงิน

ท้ายที่สุด การเตรียมคนให้พร้อมสำหรับอนาคตไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกคนมีทักษะเหมือนกัน แต่คือการช่วยให้แต่ละคนมีความสามารถที่เหมาะกับงาน เข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้ และปรับตัวได้เมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง

สำหรับองค์กร คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่ามีพนักงานเก่งกี่คนในวันนี้ แต่คือกำลังพัฒนาคนให้พร้อมสำหรับงานและธุรกิจในวันข้างหน้าได้มากแค่ไหน