งานมหกรรมนวัตกรรมบัวบาน เครือเจริญโภคภัณฑ์ ครั้งที่ 9 หรือ CP Innovation Exposition 2026 ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “RISE TOGETHER, INNOVATE BEYOND — ผสานพลังขับเคลื่อนสู่นวัตกรรมแห่งอนาคต เพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า”
ในเซกชั่นสัมมนาหัวข้อ AI, Connectivity, Cloud and the Decisive Role of Leadership และการบรรยายพิเศษเรื่อง You and AI
ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน CP Innovation Exposition 2026 กล่าวถึงการที่ทำไมองค์กรยุคใหม่ต้องเร่งทลายกรอบความคิดเดิมและก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI ก่อนที่จะพ่ายแพ้ในเกมธุรกิจ
จุดเริ่มต้นของเครือเจริญโภคภัณฑ์เมื่อกว่า 100 ปีก่อน ถือกำเนิดขึ้นจากร้านขายเมล็ดพันธุ์ผักจุดเล็ก ๆ บนเสาหลักสำคัญสองประการ คือความไว้วางใจและนวัตกรรม
เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ตัดสินใจปักธงมุ่งสู่การเป็น AI-First Group และทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งสู่การเป็น AI-First Telecom โดยจัดตั้งโครงการ AI First Program เพื่อขับเคลื่อนร่วมกันในทุกกลุ่มธุรกิจ
ปัจจุบันเทคโนโลยี AI เติบโตอย่างรวดเร็วเกินกว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอดีตทั้งหมดรวมถึงยุคอินเทอร์เน็ต ผลการศึกษาจากบริษัทที่ปรึกษาชี้ว่า องค์กรที่นำ AI มาประยุกต์ใช้ทั่วทั้งกระบวนการธุรกิจอย่างจริงจัง จะมีอัตราการเติบโตเร็วกว่าคู่แข่งถึง 2.4–2.8 เปอร์เซ็นต์ ส่วนบริษัทที่ไม่สามารถปรับตัวใช้ AI ได้ ท้ายที่สุดจะถูกดิสรัปต์และหลุดออกจากธุรกิจไป
ทว่าข้อมูลที่น่าสนใจคือ แม้บริษัทถึง 61 เปอร์เซ็นต์จะระบุว่าตนเองใช้ AI แต่ส่วนใหญ่กลับเป็นการใช้งานในระดับพื้นฐานหรือที่เรียกว่า Small AI เช่น การใช้ค้นหาข้อมูลหรือการจองโรงแรมเท่านั้น โดยมีบริษัทเพียง 19 เปอร์เซ็นต์ที่นำ AI มาใช้ในการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจอย่างแท้จริง ซึ่งเครือซีพีและทรูตั้งเป้าหมายที่จะก้าวเข้าไปเป็นหนึ่งในกลุ่ม 19 เปอร์เซ็นต์นี้
แต่อุปสรรคที่แท้จริงที่ทำให้หลายองค์กรขยับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงได้ช้า กลับไม่ใช่ข้อจำกัดเรื่องงบประมาณหรือเทคโนโลยี แต่ต้นตอของปัญหาคือ ‘กรอบความคิดแบบเดิม’ (Legacy Mindset) ของคนในองค์กร
ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI จึงเป็นความรับผิดชอบที่ต้องเริ่มต้นจากผู้นำระดับสูง โดยผลวิจัยพบว่าซีอีโอขององค์กรที่เป็นผู้นำด้าน AI จะสละเวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์ ในการทำความเข้าใจ AI อย่างลึกซึ้งด้วยตัวเองและนำมาปรับใช้
ผู้นำยังต้องรู้เท่าทันความกลัวของพนักงานและปรับวิธีสื่อสารใหม่ จากการสำรวจความคิดเห็นผู้ฟังในห้องสัมมนาราว 200 คนในคำถามที่ว่า AI จะมาแย่งงานหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่ยังมองว่างานของตนเองปลอดภัย ซิกเว่อธิบายว่าหากผู้บริหารสื่อสารว่าใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว พนักงานจะรู้สึกว่า AI มาเพื่อเลิกจ้างและเกิดการต่อต้าน ผู้นำจึงต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่า AI มาเพื่อเตรียมองค์กรสู่อนาคต ไม่ใช่มาแย่งงานใคร
ส่วนในคำถามสำรวจที่ว่า AI จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันสูงสุดแก่ซีพีในด้านใด แม้ผู้ฟังส่วนใหญ่จะเลือกเรื่องผลผลิตและประสิทธิภาพ แต่ซิกเว่ชี้ให้เห็นว่า แท้จริงแล้วศักยภาพสูงสุดของ AI อยู่ที่การยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้อย่างมหาศาล ไม่ใช่แค่เรื่องการลดต้นทุน
แนวทางการปลดล็อกเรื่องนี้คือผู้นำต้องกล้าขยับระดับการดำเนินงาน จากการแค่นำ AI ไปใช้ในกรณีการใช้งานต่าง ๆ เพื่อทำระบบอัตโนมัติ (Deploy) ไปสู่การรื้อและปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานทั้งหมดขององค์กร (Reshape and Reset)
ในมิติของตลาดแรงงานยุค AI กำลังเกิดอาชีพใหม่ขึ้นนับล้านตำแหน่ง ขณะที่ความต้องการทักษะด้าน Data และ Machine Learning เติบโตพุ่งสูงขึ้นถึง 600 เปอร์เซ็นต์
วิธีเตรียมความพร้อมให้บุคลากรคือการเร่งยกระดับทักษะใหม่ (AI Reskilling) โดยตำแหน่งงานเดิมทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นบัญชี ทรัพยากรบุคคล การเงิน กราฟิก หรือวิศวกร จะต้องมีทักษะ AI บรรจุอยู่ในกำหนดหน้าที่งาน ซึ่งการศึกษาพบว่าพนักงานกว่า 44 เปอร์เซ็นต์สามารถใช้ AI ขยายขอบเขตการทำงานของตนเองให้ก้าวไปทำสิ่งที่ซับซ้อนขึ้นได้
ทั้งนี้ ทรูและเครือซีพีได้วางเป้าหมายระยะยาว 10 ปีในการพัฒนาทักษะพนักงาน โดยแบ่งสัดส่วนให้ 10 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน AI (AI Specialists and Experts) ผลักดันให้ 30 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ใช้งาน AI ในการทำงานหลัก (Core Users) และสร้างพื้นฐานให้พนักงานอีก 40 เปอร์เซ็นต์มีทักษะความรู้ด้าน AI ขั้นพื้นฐาน (Basic AI Skills)
นอกจากการพัฒนาคนแล้ว การจะเร่งสปีดให้องค์กรตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วต้องอาศัยการบริหารข้อมูลและการกระจายอำนาจควบคู่กัน องค์กรจึงได้สร้างศูนย์ Business Intelligence Center เพื่อรวบรวมข้อมูลเรียลไทม์ทั้งยอดขาย ต้นทุน และการดำเนินงานให้เป็นระบบอัตโนมัติบนระบบออนไลน์
พร้อมกันนี้ยังได้กระจายการบริหารงานออกเป็น 6,000 พื้นที่ย่อย เพื่อให้ผู้รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลประชากร สภาวะการแข่งขัน และยอดขายแบบเฉพาะเจาะจง แล้วนำ AI มาช่วยตัดสินใจหน้างานได้ทันที
มากไปกว่านั้น ในช่วงการตอบคำถามสัมภาษณ์พิเศษถึงทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุน AI ซิกเว่ได้สะท้อนมุมมองเปรียบเทียบระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทยว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตร้อนแรงถึง 10 เปอร์เซ็นต์จากการลงทุน AI เนื่องจากมีฐานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและบิ๊กเทคแพลตฟอร์มอย่าง Google รองรับ ขณะที่ประเทศไทยไม่ได้มีฐานเศรษฐกิจเช่นนั้น ทำให้ภาพรวมอาจเติบโตช้าอยู่ที่ประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ แต่ในภาคดิจิทัลของไทยยังคงมีอัตราการเติบโตที่สูงมาก
การขับเคลื่อนการลงทุน AI ของไทยจึงต้องเริ่มจากระดับบริษัทและภาคเอกชนก่อน โดยการทำ AI Transformation ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนก้อนโตมหาศาลเสมอไป แต่เป็นการลงทุนลงแรงในการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน การแปลงข้อมูลให้เป็นดิจิทัลและลดการใช้กระดาษ รวมถึงการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานร่วมกัน
ซิกเว่ย้ำว่า AI สามารถยกระดับองค์กรได้อย่างแน่นอน แต่พนักงานต้องพร้อมเรียนรู้ทักษะใหม่ เพราะอันตรายไม่ได้เกิดจากการที่ AI มาแย่งงาน แต่เกิดจากการที่พนักงานที่ไม่ใช้ AI จะถูกแทนที่
ตัวอย่างการใช้ AI โดยไม่ต้องลงทุนมหาศาลคือแนวคิด Small AI ซึ่งจากงานประชุม IMF และ World Bank มีการระบุว่า หากองค์กรเข้าใจหลักการทำงานของ Small AI จะสามารถนำมาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้ถึง 10–15 เปอร์เซ็นต์
นอกจากนี้ AI ยังช่วยสนับสนุนธุรกิจไทยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการบริหารจัดการต้นทุน โดยเครือซีพีได้มีความร่วมมือกับพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง AWS เพื่อนำเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาปรับให้เหมาะกับธุรกิจไทย ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI ระดับโลกได้
ในแง่ผลตอบแทนเชิงธุรกิจจากการลงทุน AI ปัจจุบันเริ่มเห็นผลชัดเจนจากการลดกระบวนการทำงานด้วยมือ ตัวอย่างเช่นในซีพีเอฟที่มีการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์สุขภาพและพฤติกรรมสัตว์ ทำให้รู้ปัญหาล่วงหน้า ลดความเสียหายได้มาก และช่วยยกระดับการขาย โดยงบประมาณการลงทุนด้าน AI ส่วนใหญ่ขององค์กรราว 25 เปอร์เซ็นต์จะมุ่งเน้นไปที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานและระบบการจัดเก็บบริหารจัดการข้อมูลเพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังเป็นข้อกังวลคือการตัดสินใจของหน่วยงานกำกับดูแลในปัจจุบันที่ยังมีความติดขัดและล่าช้า ซึ่งหวังว่าจะได้รับการปลดล็อก เพราะภาคธุรกิจต้องการหน่วยงานกำกับดูแลที่เข้มแข็งมาช่วยสนับสนุนการตัดสินใจให้รวดเร็วขึ้น
ท้ายที่สุด ซิกเว่ระบุว่าองค์กรต้องสร้างสภาวะกระตือรือร้นเร่งด่วน (Burning Platform) เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง เปรียบเสมือนหนังสือ Who Moved My Cheese? ที่ต้องกล้าออกจากบ้านเดิมเพื่อไปหาเนยชิ้นใหม่ และกล้าจินตนาการถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในปัจจุบันเพื่อนำ AI มาสร้างสรรค์นวัตกรรมตอบโจทย์ลูกค้า
บทสรุปของการเดินทางด้าน AI ตามวิสัยทัศน์ของซิกเว่ เบรกเก้ จึงไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของฉันหรือของคุณ แต่เป็นเรื่องของ ‘พวกเราทุกคน’ (It’s about us) ที่ต้องเลิกยึดติดกับกรอบความคิดเดิม แล้วก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันเพื่อเป็นผู้ชนะในโลกธุรกิจยุคใหม่
