ธุรกิจน้ำมันไม่ได้แข่งกันแค่ยอดขาย แต่ยังต้องบริหารต้นทุนขนส่งที่มีผลต่อกำไร OR เดินหน้าปรับระบบโลจิสติกส์ ลงทุนท่อส่งน้ำมัน TPN เชื่อมสระบุรี-ขอนแก่น คาดลดต้นทุนค่าขนส่งภาคอีสานราว 20% พร้อมใช้คลังบ้านไผ่เป็นจุดส่งออกน้ำมันไป สปป.ลาว

นิสิต พงษ์วุฒิประพันธ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์องค์กร บริหาร OR เปิดเผยว่า การปรับระบบขนส่งและคลังน้ำมันเป็นส่วนหนึ่งของแผนลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว โดยต้องพิจารณาทั้งค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายในการบริหารคลังน้ำมันควบคู่กัน

🟥 ทำไม OR ต้องปรับระบบขนส่งน้ำมัน

ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการขนส่งน้ำมันหลายรูปแบบ ทั้งทางเรือ รถไฟ รถบรรทุก และท่อส่งน้ำมัน โดยแต่ละวิธีมีต้นทุนและข้อจำกัดต่างกัน

ขนส่งทางเรือมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำ เหมาะกับการขนส่งน้ำมันปริมาณมากในเส้นทางที่มีท่าเรือรองรับ ส่วนรถไฟมีต้นทุนอยู่ในระดับกลาง แต่มีข้อจำกัดเรื่องเส้นทางและความยืดหยุ่น

ขณะที่รถบรรทุกมีข้อดีคือสามารถส่งน้ำมันไปยังปลายทางได้หลากหลาย แต่ก็มีต้นทุนทั้งค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษารถ ค่าแรง และความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ

ส่วนระบบท่อเหมาะกับเส้นทางที่มีปริมาณการขนส่งมากและต่อเนื่อง แม้ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูง แต่ช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยได้ในระยะยาว

อีกปัญหาของระบบเดิมคือการขนส่งน้ำมันหลายต่อ หรือ Double Handling เช่น น้ำมันจากโรงกลั่นในภาคตะวันออกและภาคกลางต้องใช้รถบรรทุกขนไปเก็บที่คลังต่างจังหวัด ก่อนจะขนส่งด้วยรถบรรทุกอีกครั้งไปยังสถานีบริการหรือโรงงาน

การปรับมาใช้ระบบท่อจึงช่วยลดขั้นตอนการขนส่ง และลดค่าใช้จ่ายจากการบริหารคลังหลายแห่งที่มีความซ้ำซ้อน

🟥 เจาะตลาดอีสาน ลงทุน TPN ถือหุ้น 55.41%

เหตุผลที่ OR ให้ความสำคัญกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะเป็นตลาดพลังงานขนาดใหญ่ โดยมีความต้องการใช้พลังงานประมาณ 17% ของประเทศ สูงเป็นอันดับ 2 รองจากภาคกลาง

OR จึงมองว่าการลดต้นทุนการขนส่งเข้าสู่พื้นที่นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจได้มาก

ที่ผ่านมา OR ได้เข้าลงทุนผ่านบริษัท โมดูลัส เวนเจอร์ (Modulus Venture) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ OR ถือหุ้น 100% เข้าถือหุ้นใน TPN  หรือ บริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (Thai Pipeline Network Co., Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการระบบขนส่งน้ำมันทางท่อและคลังน้ำมันในประเทศไทย จำนวน 55.41%

ขณะที่ บริษัท เอ็กโก กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ถือหุ้น 44.59% ด้วยเงินลงทุนรวมไม่เกิน 2,200 ล้านบาท

เป้าหมายสำคัญคือการนำระบบท่อส่งน้ำมัน TPN มาใช้ขนส่งน้ำมันเข้าสู่ภาคอีสาน แทนการพึ่งพารถบรรทุกในเส้นทางระยะไกล

ระบบท่อดังกล่าวต่อจากระบบท่อเดิมของ Thappline บริเวณอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ไปยังคลังน้ำมันที่อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ระยะทางประมาณ 342 กิโลเมตร

รองรับการขนส่งน้ำมันได้ 5,443 ล้านลิตรต่อปี และสามารถเพิ่มขีดความสามารถได้ถึง 7,330 ล้านลิตรต่อปี หากมีการติดตั้งสถานีสูบเพิ่มเติม

สิ่งที่ OR คาดว่าจะได้รับจากโครงการนี้คือการลดต้นทุนค่าขนส่งน้ำมันในภาคอีสานประมาณ 20% โดยไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนวิธีขนส่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการลดขั้นตอนการขนส่งและปรับจำนวนคลังน้ำมันให้เหมาะสมด้วย

ปัจจุบันระบบท่อของ TPN ชวยลดปริมาณรถบรรทุกนํ้ามันบนท้องถนนได้เฉลี่ยประมาณ 240 เที่ยวต่อวัน หรือคิดเป็นระยะทางวิ่งประมาณ 27
ล้านกิโลเมตรต่อปี โดยนับรวมเที่ยวรถเปล่าขากลับ

🟥 ปรับจำนวนคลังน้ำมัน ลดความซ้ำซ้อน

อีกส่วนหนึ่งของแผนคือการปรับโครงสร้างคลังน้ำมันทั่วประเทศ โดยพิจารณาว่าคลังแต่ละแห่งยังจำเป็นต่อการกระจายน้ำมันมากน้อยแค่ไหน

สำหรับภาคอีสาน OR วางแผนให้มีคลังหลัก 2 แห่ง ได้แก่ คลัง TPN ที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อรองรับพื้นที่อีสานเหนือและอีสานกลาง และคลังอุบลราชธานี เพื่อดูแลพื้นที่อีสานใต้

ส่วนภาคเหนืออยู่ระหว่างปรับบทบาทคลังน้ำมันในหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา พิจิตร และนครสวรรค์ โดยนำระบบท่อส่งน้ำมันมาใช้เชื่อมโยงการขนส่งจากภาคกลางและภาคตะวันออก

การปรับครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการลดคลังให้เหลือน้อยที่สุด แต่เป็นการเลือกเก็บคลังในจุดที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถกระจายน้ำมันได้โดยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจากคลังหลายแห่งเกินความจำเป็น

🟥 ขอนแก่นเริ่มส่งออกน้ำมันไปลาวแล้ว

นอกจากการลดต้นทุนขนส่งในประเทศแล้ว คลังน้ำมัน TPN ที่อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ยังกลายเป็นอีกช่องทางในการขยายตลาดต่างประเทศของ OR

ก่อนหน้านี้การส่งออกน้ำมันไป สปป.ลาว ต้องขนส่งจากโรงกลั่นในจังหวัดระยองไปยังชายแดน แต่เมื่อมีระบบท่อส่งน้ำมันมายังขอนแก่น ก็ช่วยให้สามารถนำรถบรรทุกจากฝั่งลาวเข้ามารับน้ำมันที่คลังบ้านไผ่ได้ใกล้ขึ้น

โดยในช่วงเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา TPN ได้เริ่มส่งออกน้ำมันล็อตแรกจากคลังบ้านไผ่ไปยัง สปป.ลาว

ซึ่งตลาด สปป.ลาว มีความต้องการใช้น้ำมันจากไทยมากกว่า 1,000 ล้านลิตรต่อปี ขณะที่ OR มองว่าคลัง TPN มีโอกาสรองรับการส่งออกได้ประมาณ 200–500 ล้านลิตรต่อปี

ส่วนแนวคิดการต่อท่อส่งน้ำมันจากไทยไปยัง สปป.ลาว โดยตรง ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ เนื่องจากต้องพิจารณาทั้งขนาดตลาด เงินลงทุน กฎหมายระหว่างประเทศ และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

🟥 ตลาดน้ำมันเปลี่ยน OR ต้องรับมือหลายด้าน

นอกจากการปรับระบบขนส่งแล้ว OR ยังต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดน้ำมัน ทั้งราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและพฤติกรรมการใช้พลังงานที่เปลี่ยนไป

ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป เพราะมีปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์สงครามเข้ามาเกี่ยวข้อง OR จึงต้องใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านราคา เช่น Hedging และ Forward เข้ามาช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคา

ขณะที่การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมันเบนซินในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ส่วนดีเซลยังมีความสำคัญต่อภาคขนส่ง แต่การเติบโตเริ่มชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจ

ส่วนธุรกิจในกัมพูชา ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจจนยอดขายลดลงประมาณ 70% OR อยู่ระหว่างประเมินแนวทางดำเนินธุรกิจว่าจะปรับโครงสร้างเพื่อเดินหน้าต่อ หรือพิจารณาทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่า

การลงทุนใน TPN จึงเป็นหนึ่งในความพยายามของ OR ที่จะจัดการต้นทุนธุรกิจน้ำมันตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะการขนส่งและการบริหารคลัง ซึ่งเป็นต้นทุนที่สามารถปรับปรุงได้ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน คลังบ้านไผ่ที่ขอนแก่นก็ไม่ได้ทำหน้าที่แค่กระจายน้ำมันเข้าสู่ภาคอีสาน แต่ยังเริ่มรองรับการส่งออกไปยัง สปป.ลาว แล้วด้วย