OnePlus ทำความรู้จักแบรนด์สมาร์ทโฟนผู้สร้างนิยาม Lite Flagship
Flagship หรือ เรือธง ในวงการสมาร์ทโฟน คือมือถือรุ่นที่ดีเยี่ยมที่สุดของค่าย เชิดหน้าชูตาให้กับแบรนด์ ทั้งในแง่การทำตลาด ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของแบรนด์ และแน่นอนว่าต้องจัดเต็มเรื่องสเปกเทคโนโลยี วัสดุดีไซน์ที่ล้ำหน้าที่สุด ครบเครื่องในเครื่องเดียว
แต่ในเมื่อทุกอย่างดีเลิศ ผู้ใช้งานที่อยากได้ก็ต้องแลกมาด้วยเงินในกระเป๋าที่ต้องจ่าย ซึ่งเรตราคาส่วนใหญ่ของสมาร์ทโฟนระดับ Flagship อยู่ราว ๆ 3-4 หมื่นบาท
ทำไมสมาร์ทโฟนที่เป็นเรือธง (Flagship) ของค่ายต่าง ๆ ต้องแพงจนจับต้องไม่ได้ล่ะ?
“จะเป็นไปได้ไหมที่เราจะทำมือถือให้แฟนสมาร์ทโฟนทั้งโลกอยากใช้ เป็นมือถือสเปกดีระดับเรือธงที่ทุกคนใฝ่ฝันในราคาจับต้องได้ แต่ไม่ใช่สมาร์ทโฟนราคาถูกทั่วไป เพราะสิ่งสำคัญคือมันต้องใช้ดีจนต้องบอกต่อสินค้าเราแบบปากต่อปาก”
ฟังดูแล้วอาจเป็นไปได้ยาก…
(photo: Pete Lau and Carl Pei @medium.com)
แต่นี่คือความต้องการของ 2 ซีอีโอหนุ่มชาวจีนที่ชื่อว่า Pete Lau และ Carl Pei ในวันที่พวกเขาหารือกับทีมถึงความเป็นไปได้ในการทำแบรนด์สมาร์ทโฟนที่ใช้ชื่อว่า OnePlus (วันพลัส) เพื่อมาลงสนามแข่งในตลาดระดับ Red Ocean ที่เต็มไปด้วยแบรนด์ใหญ่เจ้าตลาด การแข่งขันห้ำหั่นกันหืดขึ้นคออย่างตลาดสมาร์ทโฟน
หลังจากนั้นเพียง 4 เดือน…
สมาร์ทโฟนรุ่นแรกของค่าย OnePlus One เปิดตัวสู่ตลาดเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 เมษายน ปี 2014 โดยมีเป้าหมายที่ 50,000 เครื่อง แต่พวกเขากลับขายมันได้เกือบ 1 ล้านเครื่อง!
พร้อมกับเสียงตอบรับล้นหลาม ด้วยราคาเปิดตัวเมื่อตีเป็นเงินไทยราว 9,000-10,000 บาท แต่ได้สเปกทั้ง CPU ตัวทอปจาก Snapdragon แรมและรอมจัดเต็ม หน้าจอ Ultra AMOLED วัสดุตัวเครื่อง แบตเตอรี่ ฯลฯ จนถูกยกให้เป็นสมาร์ทโฟนที่เกิดมาเพื่อเชือดเรือธงในตลาด จนได้ฉายา Flagship Killer
“ในตอนที่จำหน่ายOnePlus One ยังเป็นสมาร์ทโฟนที่ขายผ่านออนไลน์ 100% คนที่ซื้อต้องได้รับการเชิญเท่านั้นอีกด้วย ที่พวกเขาตัดสินใจทำเช่นนี้ก็เพราะว่าอยากเอาเงินโปรโมตการตลาดไปลงทุนกับการผลิตเพื่อให้สมาร์ทโฟนแบบที่ต้องการมากกว่าเสียเงินไปกับเรื่องการขาย”
เติบโตแบบสตาร์ทอัพ เน้นฟังเสียงผู้ใช้งาน ใช้พลังคอมมูนิตี้
และสร้างสรรค์ปรากฏการณ์ที่คนใช้งานต้องการมากที่สุด
ช่วงปี 2015 Carl Pei ในวัย 25 ปี (เขาก่อตั้งแบรนด์OnePlus ตอนอายุ 24) เคยให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal ไว้ว่าจุดเริ่มต้นของOnePlusเพียงแค่เขารู้สึกว่า
“บรรดามือถือแอนดรอยด์ในตลาดมันไม่ตอบโจทย์การใช้งานของเขาเอาซะเลย!”
ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์OnePlusจึงเติบโตจากการฟังเสียงของผู้ใช้งานเป็นหลัก หรืออย่างการเป็นสมาร์ทโฟนไม่กี่เครื่องที่มาพร้อมกับแอป เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็น ระบายปัญหา รวมถึงสามารถรีเควสสิ่งที่ต้องการในOnePlusรุ่นต่อไป ผ่านช่องทางที่ชื่อว่าOnePlus Community
(photo : Pete Lau and Carl Pei @medium.com)
รวมถึงยังกำหนดเป้าหมายของแบรนด์ผ่านสโลแกน ‘NeverSettle ไม่เคยหยุดนิ่ง’ พร้อมจะพัฒนาต่อไป ซึ่ง Carl Pei มองว่าบริษัทและทีมงานของพวกเขาเติบโตบนเส้นทางของ Tech Company เต็มตัว ฮาร์ดโปรดักส์ แกดเจ็ต รวมถึงระบบปฏิบัติการอย่าง OxygenOS
และตลอด 6 ปี OnePlusเปิดตัวสมาร์ทโฟนออกมาทั้งหมด 16 รุ่น เป็น One Brand One Phone หรือมีเพียงสมาร์ทโฟนรุ่นเดียวเท่านั้นที่จะเปิดตัวและวางขาย แตกต่างกันออกไปเพียงแค่หน่วยความจำของ ROM และ RAM และสีของตัวเครื่อง
และตั้งแต่OnePlus 3 เป็นต้นมา ในช่วงต้นปีของทุกปีเราจะได้เห็นOnePlusรุ่นใหม่เปิดตัวไล่เรียงด้วยตัวเลขเรียบง่าย 3 5 6… จนถึงOnePlus 8 ในปัจจุบัน ส่วนช่วงปลายปีจะเป็นรุ่นอัปเกรดตามด้วยตัว T ด้านหลัง และเริ่มเปิดตัวOnePlus ในตระกูล Pro เพิ่มเข้ามาตั้งแต่รุ่นOnePlus 7 Pro พร้อมกับสเต็ปตัวเองเป็น Super Flagship เต็มตัวตั้งแต่ปี 2019 เน้นความพรีเมียม และประสิทธิภาพสูงสุด
แบรนด์OnePlusแข็งแรงและเติบโตด้วยคอมมูนิตี้แบบปากต่อปาก ใช้ดีแล้วบอกต่อตามที่ซีอีโอของเขาหวัง เห็นได้จากที่ผ่านมาการลุกเข้าไปทำตลาดอย่างจีนตลาดบ้านเกิด อินเดีย และอีกหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก OnePlusไม่เคยทุ่มงบสไตล์แบรนด์มือถือจีนกระเป๋าหนัก อัดโฆษณา อัดโปรโมชั่นลดราคาแรง ๆ เพื่อเรียกลูกค้า
OnePlus Nord จุดเริ่มต้นของนิยาม ‘Lite Flagship’
กลับมาที่การยกระดับแบรนด์ให้กลายเป็น Super Flagship ก็เพื่อจะได้ออกสมาร์ทโฟนที่จัดเต็มสเปกทุกอย่างรวมถึงเลือกใช้วัสดุหรูหราพรีเมียมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่ดีต่อแบรนด์
ดังนั้นOnePlusจึงต้องมองหาสมาร์ทโฟนราคากลาง ๆ แต่สเปกแรงโดนใจวัยรุ่น ใช้งานได้ไม่ขัดใจ มาเติมเต็มช่องว่างที่หายไปนี้ อีกทั้งแนวโน้มและเทรนด์การเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟนราคากลาง ๆ มีแนวโน้มที่เติบโตได้อีกมาก ตามเทรนด์ที่เราทุกคนต่างหันมาใช้สมาร์ทโฟนกันแทบจะ 100%
“อย่างในฝั่งของ iOS หรือ iPhone เองก็ต้องออกตัวรองราคาถูกลงมาหน่อย อย่าง iPhone SE, iPhone XR เพื่อแข่งขันในตลาดที่เติบโตอย่างหวือหวาที่ว่านี้”
จึงกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของสมาร์ทโฟนราคากลาง ๆ ที่OnePlusต้องการ นั่นก็คือOnePlus Nord พร้อมกับการเริ่มต้นนิยามคำว่า ‘Lite Flagship’ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงสเปกและศักยภาพของทั้งดีไซน์การออกแบบ และประสบการณ์การใช้งานที่เทียบเท่าได้กับระดับสมาร์ทโฟนเรือธง แม้แต่ความแรง กล้อง และสเปกต่าง ๆ จัดมาเพื่อใช้งานได้อย่างไม่ขัดใจแน่นอน

จะเห็นได้ว่าOnePlus Nord ได้วางโพสิชั่นที่ชัดเจน เจาะกลุ่มยูสเซอร์รุ่นใหม่ รองรับกิจกรรมหนัก ๆ อย่างการเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง รวมไปถึงการถ่ายภาพ และการถ่ายวิดีโอเช่นกัน
แถมทั้งตัวโฆษณาและการใช้ช่องทางโซเชียลต่าง ๆ ในการโปรโมตออกมาได้สนุก และชวนให้ตื่นเต้นไปกับสิ่งใหม่จริง ๆ เช่น การเปิดตัวเครื่องแบบ AR มีคนดู 6.6 ล้านคน สร้างฐานแฟนบน IG @oneplus.nord ได้ 1 ล้านคนติดตามภายใน 3 สัปดาห์ และยอดค้นหาคำว่าOnePlus Nord ทะลุเพดาน!
“เท่ากับว่าหากไล่เรียงสมาร์ทโฟนจากค่ายOnePlusรุ่นที่อยู่ในทอปไลน์ของแบรนด์ก็คือOnePlus 8 Pro และOnePlus 8 ส่วนOnePlus Nord ที่เพิ่มขึ้นมาเพื่อเชื่อมช่องว่างของ Mid-Range Smartphone ของแบรนด์”
นอกจากนี้ วันพลัสประเทศไทยยังเตรียมจะจัดงานเปิดตัว OnePlus Nord รุ่นใหม่ในวันที่ 20 สิงหาคม 2563 นี้ แฟน ๆ วันพลัสเองก็รอติดตามกันได้เลยผ่านช่องทาง Facebook Fanpage OnePlusThai
—– “fyi : คำว่า Nord (อ่านว่า หนอด) ที่นำมาใช้ตั้งชื่อในภาษาฝรั่งเศสหมายถึง ทิศเหนือ และยังหมายถึง true north ทิศที่เข็มทิศจะชี้ไปเสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของโลก เหมือนกับเป้าหมายของคนรุ่นใหม่ที่วางไว้และต้องไปให้ถึงอีกด้วย”
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ OnePlus ได้ที่: https://www.facebook.com/oneplusthailand
Website : Marketeeronline.co /
