The Voice สร้างกระแสแบรนด์ “แสตมป์”

ครั้งแรกที่แสตมป์ปรากฏตัวในรายการ The Voice ที่ถูกถ่ายทอดไปยังผู้ชมทั่วประเทศผ่านทางช่อง 3 เขาถูกแนะนำตัวสั้นๆ จากพิธีกรว่า “เป็นนักร้อง นักแต่งเพลงคลื่นลูกใหม่ไฟแรง เจ้าของรางวัลเพลงยอดเยี่ยมจากรายการสีสันอวอร์ด 17 รางวัล” แม้โปรไฟล์จะดี แม้เพลงจะฮิต แต่เขาก็ยังเป็นที่รู้จักในกลุ่มเด็กมัธยม เด็กมหาวิทยาลัย หรือคนเมืองเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
แสตมป์เคยบอกว่า เขาถึงกับขำไม่ออกเมื่อคนที่มาประกวดร้องเพลงเอาเพลงที่เขาแต่งมาร้อง โดยไม่รู้เลยว่าใครคือเจ้าของเพลง และแสตมป์เป็นใคร
ในรายการ The Voice เอง อาทิตย์แรกๆ กระแสเขาก็ยังไม่ดังมาก แต่ระเบิดเอาในช่วงอาทิตย์ที่ 3 ที่ 4 ด้วยความเป็น “แสตมป์สไตล์” ที่มี “ความสด” แตกต่างจากโค้ช “ก้อง” “คิ้ม” “โจอี้ บอย” ที่ฮอตฮิตติดลมบนในวงการเพลงมานาน “อยากดูดีอยู่กับพี่ก้อง อยากพ่นไฟอยู่กับพี่คิ้ม อยากสนุกอยู่กับพี่โจ้ อยากชนะอยู่กับผม” คำพูดซื่อๆ หน้าจ๋อยๆ ตาหยีๆ พร้อมยกมือไหว้
ปลกๆ เรียกเสียงกรี๊ดของกองเชียร์สนั่นฮอลล์ บวกกับการคอมเม้นท์ที่ตรงๆ จริงใจ ดูเป็นธรรมชาติ แต่ไม่ค่อยมีคนเลือกด้วยบารมีของความดังที่อาจจะสู้โค้ชคนอื่นๆ ไม่ได้ กลับได้ใจคนไปทั้งเมือง
ทุกอย่างดำเนินไปตามสคริปต์หรือไม่มี ไม่มีใครรู้ แต่ข้อมูลเบื้องลึกของหนุ่มคนนี้ที่มากไปด้วยความสามารถคือ “ของจริง” เขาเป็นทั้งนักดนตรีนักแต่งเพลง นักร้อง โปรดิวเซอร์ เจ้าของรางวัลเพลงยอดเยี่ยมจาก“สีสันอวอร์ด” “Seed Awards” “Fat Awards” และอีกหลายๆ สถาบันเกือบ 30 รางวัล เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศิลปินดังๆ เช่น เพลงน้ำตาของ เบิร์ด ธงไชย, เพลงราตรีสวัสดิ์ของฟักกลิ้งฮีโร่, ชายกลางของ สิงโต นำโชค รวมทั้งเพลงประกอบละคร, ประกอบภาพยนตร์, ประกอบโฆษณาอีกมากมาย เช่น เพลงบอกด้วยเนสกาแฟ เพลงฝัน หวาน อาย จูบ, มันคงเป็นความรัก และที่สำคัญที่สุดเพลงความคิด จากอัลบั้มเดี่ยวของเขา

รู้จักตัว แล้วค่อยไปฟังเพลง

เพราะ The Voice ทำให้หลายคนกลับไปเปิดฟังเพลงของเขาในยูทูปเข้าไปคลิกไลค์ในแฟนเพจ จนเกือบถึง 2 แสนไลค์ พร้อมๆ กับหนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี แมกกาซีน และสื่อออนไลน์มาเข้าคิวจองสัมภาษณ์ยาวเหยียด รวมทั้งกำลังเป็นที่จับตามองของแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่ต้องการอาศัยความฮอตของแสตมป์ไปช่วยสร้างยอดขายของตัวสินค้า นอกจากหนังโฆษณาของโตโยต้า พริอุส ที่ออนแอร์ไปแล้ว วันที่สัมภาษณ์แสตมป์บอกว่ากำลังมีสินค้าที่ติดต่อเข้ามาไม่ต่ำกว่า 5 แบรนด์ทุกกระแสทำให้เขาฮอตสุดๆ เป็นการตัดสินใจที่ถูกจริงๆ ที่เขากล้าคว้า
“โอกาส” ของการเป็นโค้ชของThe Voice จุดกระแส “ศิลปินชายที่ไร้สคริปต์” จนโด่งดังขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

We Want You
สแตมป์ กรี๊ดดดดดดด

แสตมป์ ให้สัมภาษณ์ Marketeer ในวันที่เป็นจุดพีคสูงสุดของชีวิตเขา แต่กลับเป็นช่วงเวลาที่เขาบอกว่าไม่ชอบเลย เพราะอะไร ขอบอกว่างานนี้สดๆ ไร้สคริปต์ของจริง

  เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิต คุณพอใจหรือไม่อย่างไรกับชีวิตในช่วงนี้
ในส่วนตัวผมคิดว่าก็ไม่ได้เปลี่ยนมากอะไรนะครับ อาจจะเปลี่ยนบ้าง เพราะมีคนรู้จักมากขึ้นจากรายการ  The Voice แต่จุดยืนของผมก็ยังเป็นคนทำเพลงเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร แค่เรามาอยู่เบื้องหน้าแค่นั้นเอง แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปผมไม่ชอบนะ มันไม่มีความสุขอะไรมากมายหรอกครับ ลองเป็นดูก็จะรู้ (หัวเราะ) มันกดดันนะครับที่มีใครๆ จับตามองเราอยู่
เมื่อก่อนผมก็คิดว่าถ้ามีโอกาสได้เป็นแบบสตาร์ อืมม์… คงดีนะ คงมีความสุข ไปไหนมีคนชื่นชม แต่จริงๆ แล้วไม่มีความสุขขนาดนั้น การที่มีคนชมก็ทำให้เราเหลิง พอเหลิงปุ๊ปก็ทำงานยาก เหมือนลูกโป่งที่มันพอง แล้วพอมีคนด่าก็เหมือนโดนเข็มเจาะจะแฟบลงอย่างรวดเร็ว
ตอบตรงๆ คือผมไม่ชอบเลย แต่ที่ดีก็คืองานที่เราตั้งใจทำมาตลอด มีโอกาสได้เผยแพร่มากขึ้น มีคนฟังมากขึ้น ตัวเองก็ชื่นใจนะครับที่คนมาชอบเรา แต่พยายามบอกตัวเองว่าอย่าให้เหลิง

  เพราะอะไรจึงได้ตัดสินใจมาเป็นโค้ชให้The Voice
คือพี่โอ๋ อาจกิจ (สุนทรวัฒน์) แห่งทรู มิวสิค เป็นพี่ที่ทำงานมาด้วยกันมาตลอด คงเห็นว่าเราเหมาะกับรูปแบบรายการ ด้วยบุคลิก ด้วยคาแรคเตอร์ต่างๆ มองว่าถ้าเอามาวางกัน 4 คนแล้วน่าจะสนุก พอคุยกันความคิดหลายๆ อย่างก็ตรงกัน พี่บอย โกสิยพงษ์ เจ้านายผมก็เห็นว่าเราควรทำ เพราะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ไปออกทีวี (หัวเราะ) ที่ผ่านมาภาพของเราอยู่แค่เบื้องหลัง การได้ไปอยู่เบื้องหน้าเป็นโอกาสที่หาได้ยากมากเพราะส่วนใหญ่โอกาสที่โปรดิวเซอร์ คนแต่งเพลง คนทำเพลง ได้มานั่งอยู่ในทีวี แทบจะไม่มีความเป็นไปได้ แล้วยังจะทำให้การเป็นแบรนด์ดิ้งของนักแต่งเพลง การเป็นโปรดิวเซอร์ของผมเข้มแข็งขึ้น เลยตัดสินใจทำทั้งๆ ที่ครั้งแรกปฏิเสธเลยนะ ผมบอกว่าทำไม่ได้ ไม่ใช่เรานะ หากต้อง
ไปแต่งหน้า มีคนเขียนสคริปต์ให้ ซึ่งเขาก็บอกว่าไม่มีแบบนั้นเลย

  ก่อนหน้านี้รู้จัก The Voice มาก่อนไหม
ไม่เคยครับ ไปดูตัวอย่างครั้งแรกของ The Voice ยูเอสเอกับพี่โอ๋ ที่บ้านทรู มิวสิค เขาเปิดไฮเดฟให้ดูสวยงามมากโปรดักชั่นอลังการ แล้วพี่โอ๋บอกว่าจะทำให้ได้อย่างนี้ก็โอเค ถ้าพี่โอ๋เต็มที่ เราก็ต้องเต็มที่ แล้วก็รู้สึกนึกสนุกกับการที่จะสร้างให้คนร้องเพลงด้วยรูปแบบที่เราชอบแบบที่เราอยากเป็น เป็นการฝึกทักษะที่ดีต่อการเป็นโปรดิวเซอร์ของเราด้วย

  งานของคุณก่อนหน้านี้ เป้าหมายคนฟังเป็นกลุ่มไหน
ผมไม่ได้มองแบบการตลาดเลยไม่ได้โฟกัสใคร ผมโฟกัสแค่
โปรดักท์ของผม คิดแค่ทำเพลงให้ดีในสายตาของเรา เพราะผมเชื่อว่า เรื่องเพลงหรืองานศิลปะไม่มีใครมาบอกได้ว่า ต้องวางกลยุทธ์แบบนี้ ต้องทำแบบนี้ถึงจะดี สมมุติเด็ก ม.3 นั่งคุยกัน 5 คน บางคนชอบแสตมป์ บางคนชอบบิ๊กแอส บางคนชอบบอดี้สแลม ไม่ตายตัว เป็นเรื่องรสนิยมของแต่ละคน  ผมเลยไม่ได้คิดว่าโอเคเพลงต่อไปฉันจะทำให้คนกลุ่มอายุเท่านี้ถึงเท่านี้ฟังนะ ผมก็แค่ทำในสิ่งที่ผมคิดออกไปไม่ได้คิดอะไรมาก

  ตอนนี้แสตมป์คือแบรนด์ที่คนส่วนใหญ่รู้จักแล้ว
วิธีคิดในการทำเพลงของคุณจะเปลี่ยนไป เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้นหรือเปล่าผมเชื่อว่าแบรนด์ดิ้งของผมถูกสร้างขึ้นมาด้วยความรู้สึก ด้วยความเข้าใจ ด้วยธรรมชาติที่เป็นแบบนี้  ดังนั้นจากคนที่เคยชอบเราในแบบที่เราทำมาตลอด แล้ววันนี้เขาชอบมากขึ้น ผมก็ว่าเราก็ต้องเป็นแบบที่เป็นมาเพียงแต่ต้องพัฒนาขึ้นไป ไม่ได้หมายความว่าเมื่อคนรู้จักจากหมื่นคนแฟนเพจ ตอนนี้เป็นล้านแล้วเราต้องเอาใจคนเป็นล้าน ผมว่าเรื่องเพลงเราทำแบบนี้ไม่ได้ มันไม่ใช่สินค้าที่เราจะต้องมาเปลี่ยนแพ็คเกจจิ้งเพื่อให้โดนใจคนกลุ่มใหญ่ไม่ใช่ แต่ถ้าผมเป็นโปรดักท์ เป็นแบรนด์ที่ฮอตขึ้นมาก็เป็นโอกาสดีที่ทำให้สิ่งที่เคยเป็นเรามาตลอด สิ่งที่คนเคยได้ยินมาแค่หมื่นคนได้ยินเป็นล้านคน จะได้เอดดูเคทคนฟังไปเรื่อยๆ พร้อมๆ กับเราผมก็ไม่รู้ว่าอะไรถูกต้องนะ แต่ว่าเพลงนี้พอแต่งออกมาผมโดนว่ะ ขนลุกว่ะ คิดอย่างนี้อย่างเดียวเลย ออกไปถ้าไม่โอเคก็ไม่เป็นไรทำใหม่ก็ไม่ได้ซีเรียสมาก คือสิ่งเหล่านี้เราไม่ได้ตั้งใจให้เกิด มันเกิดขึ้นมาเอง ถ้าเราตั้งใจคงไม่เกิดนะ แล้วผมก็เป็นอย่างนี้แหละ

  อะไรคือ Key Success ที่ทำให้คุณเป็นแบรนด์ที่กำลัง HOT มาก
ผมไม่เคยมองว่าตัวเองคือโปรดักท์ ผมเป็นโปรดิวท์มากกว่า เป็นคนสร้างเพลง เพลงคือโปรดักท์ของผม แต่วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นดันผมกลายเป็นแบรนด์ขนาบกันไปด้วย กลายเป็นว่าเพลงคือแอดเวอร์ไทซิ่งที่ทำให้คนรู้จักผมมากขึ้น ที่มาโดนคนอื่นในช่วงนี้เพราะจุดต่างในรายการ The Voice คือใน 4 คนทุกคนจะเก่งหมดเลย ส่วนผมหลายคนอาจจะมองว่านี่ใคร แล้วผมว่าคนไทยจะชอบทีมมวยรอง คือทุกคนถ้าเก่งเท่ากันหมดก็อาจจะไม่สนุกผมชอบคุยเรื่องแบรนด์ดิ้งนะครับ ผมไปอ่านหนังสือเขาบอกว่าแบรนด์ดิ้ง คือสิ่งที่คนพูดถึงเราเมื่อตอนที่เราออกจากห้องที่นั่งคุยกันไปแล้ว คือไม่ใช่สิ่งที่เขาพูดกับเรา แต่เป็นสิ่งที่เขาเห็นเอง ซึ่งเรากำหนดไม่ได้ ผมเลย มองว่าศิลปินที่ถูกลงแบรนด์ดิ้งด้วยค่ายอาจจะอยู่ได้แป๊ปเดียวหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะว่าใครจะมารู้จักเราได้ดี ตัวผมเองยังรู้จักตัวเองได้ไม่ดีเลย แบรนด์ดิ้งเลยเกิดขึ้นจากการทำงานไปเรื่อยๆ แล้วเกิดจุดร่วมๆ กัน

  แสตมป์เป็นแบรนด์ประมาณไหน จับต้องได้หรือเปล่า
ผมคิดว่าผมเป็นแบรนด์ที่ธรรมดาๆ ไม่ได้เป็นคนดีเว่อร์ หรือเลวสุดๆ ในเนื้อเพลง หรือ The Voice ที่มีแพ้บ้าง ชนะบ้าง มีคนเลือกบ้างไม่เลือกบ้าง มีร้องไห้ มีหัวเราะ คืออารมณ์ของคนธรรมดา ในขณะที่พี่ก้องดูเป็นแบรนด์เจ้าชาย ซึ่งก็ดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ ก็เป็นแบรนด์ดิ้งที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิด  ถ้าตั้งใจคือตั้งใจเป็นตัวเองเลยเกิดเป็นแบรนด์ขึ้นมาอีกอย่างผมมองว่าทีมงาน The Voice เขาเข้าใจเรามาก คือถ้าออกทีวีแล้วให้ผมปรุงแต่ง เราก็คงไม่เป็นคนธรรมดา แต่นี่เขาย้ำให้เป็นตัวของตัวเองเลย ถ้าไปรายการอื่นผมอาจจะไม่ดังก็ได้นะ อย่างเช่นต้องพูดว่า เอ้อ..ขอโทษนะครับ ผมอยากได้คุณมากเลยครับ (ทำเสียงหล่อ) เราก็คงไม่เกิด (หัวเราะ)

  Behind The Scenes คุณเป็นอย่างไร
ต้องบอกว่าทุกสิ่งที่เห็นในรายการคือผมจริงๆ ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำหรือเมคอะไรขึ้นมา แต่อาจจะด้วยความกดดันอะไรหลายๆ อย่างเลยทำอะไรบางอย่างที่ตลกขบขันออกไปโดยไม่ตั้งใจ ก็เป็นตัวเองตลอดเวลา

  เวลานี้คือโอกาสทองของของชีวิต คุณอยากฉวยจังหวะในช่วงเวลานี้ทำอะไรให้กับชีวิตมากที่สุด
ผมไม่ได้มองว่าเป็นโอกาสอะไรเลยนะ ไม่ตั้งใจให้มันเกิด ผมเชื่อว่าแล้วมันก็ผ่านไป ตั้งใจทำในสิ่งที่อยากทำต่อไป ไม่ได้คิดจะขยายความหรือฉวยโอกาสทำอะไร เพราะทำไม่เป็นและสิ่งที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นเองไม่ได้เกิดขึ้นมาจากแพลนอะไร เลยเชื่อว่าทำอย่างที่เคยทำและจริงใจกับมันก็พอ

 

ที่มา : Marketeer Magazine