ส่องกระแส ‘เมสซีฟีเวอร์’ ปรากฏการณ์ชั่วคราวที่ ‘Major League Soccer’ เร่งนำต่อยอดให้แรงไม่ตก ส่งเสริมการแสดงศักยภาพของลีกในเวที ‘ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ 2025’ และ ‘ฟุตบอลโลก 2026’ ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ

เมเจอร์ลีกซอกเกอร์ (Major League Soccer – MLS) คือลีกฟุตบอลสูงสุดในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งมีระเบียบวิธีในการแข่งขันแบบ 1 ปีปฏิทิน เริ่มแข่งประมาณเดือนเมษายนจนถึงช่วงเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนของทุกปี

ลีกจะมีการแบ่งเป็น 2 สาย ระหว่างสายตะวันตก 14 ทีม และสายตะวันออก 15 ทีม รวมเป็น 29 ทีมในฤดูกาล 2024 ซึ่งแต่ละสโมสรจะมีแมตช์ลงเล่น 34 นัดในฤดูกาลปกติ แบ่งเป็นเหย้าและเยือนอย่างละ 17 นัด ทีมที่ทำแต้มได้สูงสุดจากทั้งสองสายจะคว้าแชมป์ฤดูกาลปกติที่เรียกว่า ‘เมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ ซัพพอร์เตอร์ส ชิลด์’

ฤดูกาล 2024 ‘อินเตอร์ ไมอามี’ สามารถคว้าแชมป์ซัพพอร์เตอร์ส ชิลด์ ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร หลังจบฤดูกาลด้วยคะแนน 74 คะแนน ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดสำหรับฤดูกาลปกติของ MLS อีกด้วย

ทั้งนี้ MLS นับเป็นลีกกีฬานอกสายตาที่อยู่ภายใต้เงากลุ่มอเมริกันเกมส์อย่างอเมริกันฟุตบอล, บาสเกตบอล, เบสบอล โดยกีฬาที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลกอย่างฟุตบอล ในสหรัฐฯ จะถูกเรียกว่าซอกเกอร์

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา MLS สามารถเรียกกระแสความสนใจได้สูงสุดในรอบหลายปี หลัง ‘สโมสรอินเตอร์ ไมอามี’ ได้ประกาศคว้าตัว ‘ลิโอเนล เมสซี่’ มาร่วมทีมในปี 2023 ก่อนตามมาด้วยการรียูเนียนของอดีตนักเตะระดับตำนานของบาร์เซโลนาทั้ง เซร์คิโอ บุสเก็ตส์, จอร์ดี้ อัลบา, หลุยส์ ซัวเรซ ซึ่งทยอยย้ายตามมาร่วมทีม ตลอดจนยังนำอดีตทีมงานโค้ชของบาร์เซโลนามาร่วมทำงานอีกด้วย

เกิดเป็นปรากฏการณ์ ‘เมสซี่ฟีเวอร์’ ซึ่งสะท้อนถึงความเอาจริงเอาจังของ MLS ในการผลักดันให้ฟุตบอลกลายมาเป็นหนึ่งในกลุ่มกีฬาสำคัญสำหรับเผยแพร่วัฒนธรรมกีฬาของสหรัฐฯ ซึ่งเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลกปี 2026 ร่วมกับแคนาดาและเม็กซิโก ที่จะส่งผลให้ลีกฟุตบอลภายในประเทศ ได้รับอานิสงส์พัฒนาอย่างก้าวกระโดดไปด้วย

โดยการทำการตลาดสร้างการรับรู้ให้ลีกด้วยการดึงดาวเตะของโลกฟุตบอล ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงปลายอาชีพ โดยเฉพาะนักเตะที่ค้าแข้งในประเทศแถบยุโรป ตลาดใหญ่ของกีฬาประเภทนี้ เป็นโมเดลที่ MLS ใช้มาอย่างยาวนาน

หลังลีกฟุตบอลแรกของสหรัฐฯ ‘North American Soccer League (NASL)’ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1968 ซึ่งหลายสโมสรก็แข่งกันทุ่มเงินคว้านักเตะดัง ๆ อย่าง เปเล่, โยฮัน ครัฟฟ์, แกร์ท มึลเลอร์, จอร์จ เบสต์ จนหลายสโมสรประสบปัญหาการเงินและที่สุดลีกต้องปิดตัวไปในปี 1984

ฟุตบอลหายไปจากแวดวงกีฬาสหรัฐฯ กว่าทศวรรษ ก่อนที่จะกลับมาอีกครั้งในชื่อ ‘Major League Soccer (MLS)’ โดยฤดูกาลแรกในปี 1996 มี 10 สโมสรร่วมเข้าแข่งขัน ซึ่งหนึ่งในนั้นมี ‘แอลเอ กาแลกซี่’ ที่จะมีบทบาทสำคัญและส่งผลต่อทิศทางของลีกมาจนปัจุบัน

หลังในปี 2007 ‘เดวิด เบ็คแฮม’ ย้ายจากสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริดในสเปน มาเล่นให้กับแอลเอ กาแลกซี่ ส่งผลให้ MLS เริ่มมีการขยายเพดานค่าตัวสำหรับนักเตะ เปิดทางให้นักเตะดังค่าตัวแพงย้ายมาได้ หรือ ‘Beckham rule’ เพื่อเรียกความสนใจจากนักเตะดัง ๆ จากลีกนอกสหรัฐฯ โดยเฉพาะลีกยุโรป

ปี 2018 เดวิด เบ็คแฮมจับมือกับ ‘ไซมอน ฟูลเลอร์’ มหาเศรษฐีวงการบันเทิงสหรัฐฯ ผู้คิดค้นรายการ American Idol และ ‘มาซาโยชิ ซง’ มหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่นเชื้อสายเกาหลีใต้ เจ้าของค่ายโทรคมนาคม Softbank ร่วมกันก่อตั้งสโมสรอินเตอร์ ไมอามี

เวลาถัดมาจากนั้น MLS ก็มีสโมสรเพิ่มขึ้น พร้อมพัฒนาขึ้นจากระบบปั้นนักเตะเยาวชนที่ดีขึ้น จนมีบางคนได้ย้ายไปอยู่สโมสรใหญ่ ๆ ในยุโรป โดยปี 2022 มีนักเตะจากทวีปอเมริกาเหนือ 33 คนใน MLS ย้ายไปเล่นในยุโรป

และนำมาสู่ ‘เมสซี่ฟีเวอร์’ โดยปรากฏการณ์ดังกล่าว ช่วยสร้างรายได้รวมจากการดำเนินธุรกิจของอินเตอร์ ไมอามีเป็น 118 ล้านดอลลาร์ (3.98 พันล้านบาท) ในปี 2023 จาก 56 ล้านดอลลาร์ (1.89 พันล้านบาท) ในปี 2022 และคาดว่าในปี 2024 จะทำรายได้เกิน 200 ล้านดอลลาร์ (6.75 พันล้านบาท) ซึ่งจะสร้างสถิติใหม่ของลีก 

เมเจอร์ลีกซอกเกอร์ ยังเปิดเผยว่านับตั้งแต่เมสซี่ย้ายมาร่วมทีมอินเตอร์ ไมอามี มูลค่ารวมของทีมต่าง ๆ ในลีกเพิ่มขึ้น 3,200 ล้านดอลลาร์ (1.08 แสนล้านบาท) และปี 2024 อินเตอร์ ไมอามี มีมูลค่าทีมแตะหนึ่งพันล้านดอลลาร์สำเร็จที่ 1,030 ล้านดอลลาร์ (3.47 หมื่นล้านบาท) เติบโตขึ้นถึง 72% จากปี 2023

อย่างไรก็ตาม อินเตอร์ ไมอามี ตลอดจน MLS ยังต้องเผชิญความท้าทายในการสร้างความยั่งยืนของการเติบโตจากเมสซี่ฟีเวอร์ เนื่องจากดาวเตะทีมชาติอาร์เจนตินาวัย 37 ปี มีสัญญากับสโมสรจนถึงปี 2025  

โดยจะพบว่าช่วงหนึ่งถึงสองปีที่ผ่านมา บรรดาเจ้าของทีมต่าง ๆ ใน MLS กำลังเพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง อย่างเช่น สนามกีฬาใหม่, ระบบเยาวชน, ศูนย์ฝึกซ้อม เพื่อผลักดันกระแสกีฬาฟุตบอลในประเทศให้ต่อเนื่องไปจนถึงการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2026 เวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพของ MLS ให้โลกรับรู้

ทั้งนี้ความสำเร็จในปี 2024 ของอินเตอร์ ไมอามีที่มีเมสซี่ฟีเวอร์เป็นส่วนสำคัญ ยังส่งผลให้ ‘สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า)’ ตัดสินใจให้อินเตอร์ฯ กลายเป็นทีมที่ได้โควตาสุดท้ายสำหรับเข้าร่วม ‘ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ’ หรือ ‘ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก’ ประจำปี 2025

ในฐานะทีมที่ดีที่สุดใน MLS ฤดูกาลปกติ และเป็นตัวแทนทีมจากชาติเจ้าภาพ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ ปี 2025 ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันเพิ่มจากเดิมแค่ 7 ทีม เป็น 32 ทีม สหรัฐอเมริกาได้รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการจัดแข่งขัน เริ่มฟาดแข้งระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน – 13 กรกฎาคม 2025


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer