ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา “ตลาดเครื่องดื่มรังนกสำเร็จรูป RTD (Ready-to-Drink) ในไทย” รักษาเสถียรภาพได้ดีแม้ต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ โดยมูลค่าตลาดที่ขายตามโมเดิร์นเทรดจะทรงตัวอยู่ที่ 3,000 – 4,500 ล้านบาทต่อปี 

เริ่มจากปี 2016-2017 ที่ตลาดเติบโตแตะ 4,500 ล้านบาทจากกระแสนิยมการมอบเป็นของขวัญ ก่อนจะชะลอตัวแต่ยังรักษาระดับฐาน 3,000 ล้านบาทไว้ได้ในช่วงปี 2018-2021 ซึ่งเกิดวิกฤตโรคระบาด 

ตลาดฟื้นตัวกลับมาที่ 4,500 ล้านบาทในปี 2022 ต่อมาในช่วงปี 2023-2025 มูลค่าถูกประเมินไว้ที่ 3,000 – 4,000 ล้านบาท ซึ่งได้ปัจจัยบวกจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่กลับมาซื้อเป็นของฝาก

อย่างไรก็ตาม หากประเมินภาพรวมของอุตสาหกรรมรังนกไทยทั้งระบบ รวมรังนกดิบ การส่งออก และอาหารเสริมอื่น ๆ มูลค่าตลาดจะขยายตัวสูงถึง 10,000 ล้านบาท 

หากมองมาที่ทิศทางของตลาดเครื่องดื่มรังนกสำเร็จรูป ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของสินค้ารังนกมักถูกผูกติดกับการเป็น “ตัวแทนความรักความห่วงใย” ซึ่งผู้คนนิยมซื้อหาเพื่อเป็นกระเช้าของขวัญในวาระพิเศษหรือเทศกาลสำคัญอย่างช่วงปีใหม่และสงกรานต์ 

แต่ภาพจำเป็นสินค้าของฝากนี้กลับกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่สร้างอินไซต์ว่า “คนกินไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้กิน” แม้ช่วงหลังวิกฤตโรคระบาด ผู้บริโภคจะหันมาใส่ใจสุขภาพและทุ่มเงินซื้อรังนกเพื่อบำรุงร่างกายมากขึ้น

แต่การจะผลักดันตลาดให้ขยายตัวอย่างยั่งยืน แบรนด์ต่าง ๆ จำเป็นต้องสลัดภาพลักษณ์สินค้าที่มีอายุ และเปลี่ยนผ่านรังนกให้กลายเป็นเครื่องดื่มที่สามารถบริโภคเพื่อดูแลตัวเองได้ในชีวิตประจำวัน

สก๊อต (SCOTCH) แบรนด์สัญชาติไทยภายใต้ สก๊อต อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) ของตระกูลชวาลเวชกุล ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้นำเครื่องดื่มรังนกด้วยส่วนแบ่งราว 60% เลือกเดินเกมโดยคว้าตัวผู้เชี่ยวชาญด้านการกระจายสินค้าที่มีประสบการณ์ในตลาดเครื่องดื่มเสริมอาหารมาอย่างยาวนาน ให้เข้ามาเสริมทัพในช่องทางร้านค้าปลีกดั้งเดิม 

สก๊อตวางจุดยืนเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม โดยมีหัวหอกคือ “สก๊อต รังนกแท้ รอเยล โกลด์” และเพื่อสลัดภาพ Giving Product จึงได้ดึง “วิน เมธวิน” มาเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนวัยทำงาน ควบคู่ไปกับแคมเปญสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ อย่าง Fine Dining รังสรรค์เมนูหรูเพื่อกระตุ้นตลาดให้กลับมามีสีสัน

แบรนด์ (BRAND’S) ดำเนินงานภายใต้ ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) ในเครือซันโทรี่ กรุ๊ป จากประเทศญี่ปุ่น ในช่วงปี 2016 ได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญด้วยการแยกทางกับพันธมิตรผู้จัดจำหน่ายข้ามชาติรายเดิมที่ร่วมงานกันมานานถึง 30 ปี เพื่อหันมาจัดจำหน่ายเองผ่านทีมขายและพันธมิตรโลจิสติกส์ใหม่เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงร้านค้า

ปัจจุบัน แบรนด์ ครองส่วนแบ่งในตลาดรังนกอยู่ที่ราว 37% ในด้านกลยุทธ์การสื่อสาร แบรนด์เปลี่ยนภาพลักษณ์สู่การดูแลตัวเองภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Beautiful Strength’ พร้อมส่งนวัตกรรม “แบรนด์รังนกรีจู-นิเพล็กซ์” ที่มีทั้งสูตรคลาสสิก สูตรไม่มีน้ำตาล และสูตรผสมคอลลาเจน 

ส่วนการสื่อสารทางการตลาด แบรนด์มีนักแสดงหญิงชาวฮ่องกงระดับซุปตาร์ตลอดกาลอย่าง ‘หมีเซียะ’ (Michelle Yim) เป็นตำนานพรีเซนเตอร์ที่สร้างภาพลักษณ์ “รังนกเพื่อความอ่อนเยาว์” ให้กับแบรนด์อย่างแข็งแกร่ง

ตลอดจนนักแสดงไทยระดับแม่เหล็กของวงการอย่าง ญาญ่า-อุรัสยา, เคน-ธีรเดช ที่ปรากฏตัวร่วมกับหมีเซียะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยังคงเป็นพรีเซนเตอร์หลักจนปัจจุบัน ก่อนตามด้วยการเสริมทัพ ‘เจฟ ซาเตอร์’ ที่เข้ามาเป็นพรีเซนเตอร์ในช่วงปลายปี 2024 ที่ผ่านมา เพื่อปรับภาพลักษณ์ให้เด็กลง ยิ่งไปกว่านั้นยังสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ผ่านแคมเปญ The Fine Nest ร่วมกับเชฟมิชลินสตาร์เพื่อสร้างความเอ็กซ์คลูซีฟ

เบลล์ (Bell) แบรนด์ผู้ท้าชิงตลาดสัญชาติไทย ภายใต้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม แอนด์ อาร์ ดิสทริบิวเตอร์ ประกาศลุยตลาดเครื่องดื่มรังนกสำเร็จรูปด้วยการชิงมาร์เก็ตแชร์ที่ 10% ในปี 2024 ที่ผ่านมา และวางเป้าเติบโตต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 5%

เบลล์ใช้กลยุทธ์ ‘ป่าล้อมเมือง’ เจาะลูกค้าภาคอีสานและกลางก่อนขยายสู่โมเดิร์นเทรด ชูจุดขายความคุ้มค่า เพิ่มปริมาณรังนก และมีสูตรคุมน้ำตาล โดยดึง “หนุ่ม กรรชัย” มาเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อสร้างกระแสไวรัลและเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพวัยทำงานอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของแบรนด์ต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นว่ากำลังมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน คือการทำให้รังนกเป็น Daily Drink ที่มีทั้ง Functional และ Emotional Benefit เพื่อเพิ่มโอกาสในการบริโภคให้มากกว่าแค่ช่วงเทศกาล 

ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ตลาดเครื่องดื่มรังนก สามารถรักษาการเติบโต ขยายฐานสู่ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ๆ และแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่งในสมรภูมิเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพต่อไป