ฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ เผชิญน้ำท่วมขัง แม้เช้าวันที่ 28 กันยายน สถานการณ์บางจุดเริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง ขณะที่ กทม. เร่งสูบน้ำและระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง

นอกจากปัญหาการเดินทางและความเสียหายจากน้ำท่วม สิ่งที่ตามมาคือ “ปัญหาสุขภาพ” เพราะน้ำที่ท่วมขังอาจมีทั้งเชื้อโรค สิ่งปฏิกูล และสิ่งปนเปื้อนจากหลายแหล่ง โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินลุยน้ำหรือสัมผัสน้ำเป็นเวลานาน

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคและปัญหาสุขภาพที่ควรระวังในช่วงน้ำท่วม โดยมี 5 โรคที่ประชาชนควรสังเกตอาการและป้องกันตัวเอง

🟥1. น้ำกัดเท้า เชื้อราที่มากับความชื้น

การต้องเดินลุยน้ำหรือใส่รองเท้าที่เปียกชื้นเป็นเวลานาน ทำให้ผิวหนังบริเวณเท้าเกิดความอับชื้น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี

อาการที่สังเกตได้คือ คันบริเวณซอกนิ้วเท้า ผิวหนังลอกเป็นขุย มีผื่น หรือผิวหนังเปื่อย หากปล่อยไว้อาจลุกลามไปยังบริเวณฝ่าเท้าและเล็บได้

วิธีป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการแช่หรือลุยน้ำเป็นเวลานาน
  • หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำ ควรสวมรองเท้าบู๊ทที่เหมาะสม
  • หลังขึ้นจากน้ำควรล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว
  • เปลี่ยนถุงเท้าเมื่อเปียกชื้น และไม่ควรใส่ถุงเท้าหรือรองเท้าที่อับชื้นเป็นเวลานาน

🟥2. โรคอุจจาระร่วง ระวังอาหารและน้ำปนเปื้อน

น้ำท่วมอาจปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล ขยะ หรือเชื้อโรคจากแหล่งต่าง ๆ ทำให้เชื้อแบคทีเรียและไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านอาหารและน้ำดื่ม

อาการสำคัญคือ ถ่ายเหลวตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 1 วัน หรือมีอาการถ่ายเป็นมูกหรือเลือดร่วมด้วย โดยอาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ หรืออาเจียนร่วมกัน

วิธีป้องกัน

  • ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำบรรจุขวดที่มั่นใจว่าปลอดภัย
  • หากต้องใช้น้ำจากแหล่งที่ไม่มั่นใจ ควรผ่านการต้มหรือทำให้ปลอดภัยก่อนนำมาดื่ม
  • ล้างมือด้วยสบู่ก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • ล้างภาชนะและอุปกรณ์ที่ใช้รับประทานอาหารด้วยน้ำสะอาด
  • เลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ และเก็บอาหารให้มิดชิด
  • ดูแลการจัดการขยะและสิ่งปฏิกูลไม่ให้ปนเปื้อนลงในแหล่งน้ำ
  • หากมีอาการท้องเสีย ไม่ควรซื้อยาหยุดถ่ายมารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

🟥3. โรคตาแดง เชื้อแพร่ได้ง่ายในพื้นที่น้ำท่วม

โรคตาแดงเป็นอีกหนึ่งโรคที่แพร่กระจายได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมากและมีสุขอนามัยที่ไม่สะดวกเหมือนภาวะปกติ

อาการที่พบได้ ได้แก่ ตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล และมีขี้ตามาก โดยผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เพราะเชื้อสามารถแพร่จากการสัมผัสได้

วิธีป้องกัน

  • ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการใช้มือขยี้ตา
  • ไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย
  • หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดหรือสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ที่มีอาการตาแดง
  • หากมีอาการผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ โดยเฉพาะหากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้น

🟥4. โรคฉี่หนู โรคที่ต้องระวังเมื่อเดินลุยน้ำ

“โรคฉี่หนู” หรือ Leptospirosis เป็นโรคที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงน้ำท่วม เพราะเชื้อสามารถปนเปื้อนอยู่ในน้ำหรือดินจากปัสสาวะของสัตว์ที่มีเชื้อ โดยเฉพาะหนู

เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล รอยถลอก หรือเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ตา ปาก และจมูก การเดินลุยน้ำที่ปนเปื้อนจึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

อาการที่ควรสังเกต ได้แก่ ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่องหรือขา บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือถ่ายเหลว และอาจพบอาการตาแดงร่วมด้วย

วิธีป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือแช่น้ำที่อาจปนเปื้อน
  • หากจำเป็นต้องลุยน้ำ ควรสวมรองเท้าบู๊ทหรืออุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม
  • หากมีบาดแผลควรปิดแผลให้มิดชิดก่อนสัมผัสน้ำ
  • หลังขึ้นจากน้ำควรรีบล้างเท้าและร่างกายด้วยน้ำสะอาดและสบู่
  • หากมีไข้สูง ปวดศีรษะ หรือปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะน่อง หลังจากสัมผัสน้ำท่วม ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการลุยน้ำ

โรคฉี่หนูไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง เพราะการรักษาควรอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์

🟥5. ความเครียดจากน้ำท่วม ปัญหาสุขภาพที่มองไม่เห็น

นอกจากโรคทางกายแล้ว น้ำท่วมยังส่งผลต่อสุขภาพจิต เพราะผู้ประสบภัยต้องรับมือทั้งความเสียหายของบ้าน ทรัพย์สิน รายได้ การเดินทาง และความไม่แน่นอนว่าจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เมื่อไร

ความเครียดในช่วงเกิดภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติ แต่หากความเครียดสะสมมากขึ้น อาจเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

สิ่งที่ควรสังเกต เช่น นอนไม่หลับ กังวลมากผิดปกติ ไม่มีสมาธิ หงุดหงิดง่าย หรือรู้สึกไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้

วิธีดูแลตัวเอง

  • พยายามพักผ่อนและนอนหลับให้เพียงพอเท่าที่สถานการณ์เอื้ออำนวย
  • พูดคุยกับคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดเมื่อรู้สึกเครียด
  • แบ่งปัญหาออกเป็นเรื่องเล็ก ๆ และจัดการทีละส่วน
  • หากความเครียดรบกวนการนอน การทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน ควรขอคำปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์

น้ำท่วมจึงไม่ได้จบลงเมื่อระดับน้ำลดลง เพราะหลังน้ำลดก็ยังมีความเสี่ยงจากเชื้อโรคและสิ่งปนเปื้อนที่ตกค้างอยู่ ดังนั้น การหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำโดยไม่จำเป็น ดูแลความสะอาดของร่างกาย อาหารและน้ำดื่ม รวมถึงสังเกตความผิดปกติของร่างกาย จึงเป็นเรื่องสำคัญในช่วงที่ต้องอยู่กับสถานการณ์น้ำท่วม

 

ข้อมูลอ้างอิง: คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล