ย้อนกลับไปในคืนวันที่ 31 มกราคม 1953 สถาบันอุตุนิยมวิทยาของเนเธอร์แลนด์ได้ประกาศเตือนภัยพายุล่วงหน้า คืนนั้นตรงกับวันเสาร์พอดี แถมระดับน้ำทะเลก็สูง
แต่มรสุมลูกใหญ่อีกลูกกำลังโหมกระหน่ำข้ามทะเลเหนือเข้ามา และดูท่าว่าครั้งนี้จะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะที่สุดในกลายเป็นเหตุน้ำท่วมใหญ่

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 1953 ที่มูลค่าความเสียหายสูงถึง 5,400 ล้านยูโร (ประมาณ 206,000 ล้านบาท) น้ำท่วมเกือบ 1 ใน 10 ของพื้นที่ประเทศ และคร่าชีวิตคนไปเกือบ 2,000 คน
นี่ไม่ได้เป็นเพียงความทรงจำอันเจ็บปวดในประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่กลายเป็น จุดเริ่มต้นของหนึ่งในโครงการวิศวกรรมที่ทะเยอทะยานที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เพื่อปกป้องชีวิตประชาชน และเป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจระดับชาติในการ เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับน้ำ ซึ่งยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน
จริง ๆ แล้ว น้ำ ถือเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของเนเธอร์แลนด์มานานก่อนปี 1953 เสียอีก บันทึกทางประวัติศาสตร์ชี้ว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1200 เป็นต้นมา เกิดคลื่นซัดฝั่ง (Storm Surge) มากกว่า 100 ครั้ง ซึ่งหลายครั้งสร้างความเสียหายร้ายแรงยิ่งกว่าปี 1953 เสียอีก
แต่เนเธอร์แลนด์ เจอหนักกว่าประเทศอื่น เพราะ พื้นที่มากกว่า 25% ของประเทศอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ซึ่งก็เชื่อมโยงกับชื่อประเทศที่หมายถึงดินแดนที่อยู่ต่ำ
ขณะเดียวกัน ในช่วงน้ำขึ้นสูงหรือเกิดพายุ พื้นที่เสี่ยงภัยยิ่งขยายกว้างขึ้นไปอีก (และยิ่งรุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อน)
พร้อมกันนี้ เนเธอร์แลนด์ ยังมีภัยคุกคามจากประตูหลังบ้านตามที่ เฟอร์ดินานด์ เดียร์มานเซอ ผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยงน้ำท่วมจากสถาบันน้ำ เดลทาเรส อธิบายไว้
นั่นคือแม่น้ำสายหลัก 2 สาย ได้แก่ ไรน์ และเมิส ที่ไหลมาจากทางตะวันออกเฉียงใต้ลงสู่ทะเลเหนือ
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ชาวเนเธอร์แลนด์ เริ่มสร้างเขื่อนดิน เพื่อสยบมวลน้ำ ซึ่งสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง และต่อมาก็มีคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำในท้องถิ่น
ที่ทำหน้าที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ถือเป็นหนึ่งในสถาบันที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ยุคกลาง
พร้อมคันกั้นน้ำชายฝั่งบางแห่งถูกเสริมความแข็งแกร่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเมื่อตัดท่อนซ้อนดู จะเห็นชั้นประวัติศาสตร์ของการก่อสร้างเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ
นอกจากนี้ ชาวเนเธอร์แลนด์ยังถมทะเลเพื่อเอาพื้นที่คืนมานานนับร้อยปี ด้วยการสร้างคันกั้นน้ำล้อมรอบพื้นที่ราบต่ำแล้วสูบน้ำออก
ในยุคแรกใช้กังหันลม วิธีการนี้เรียกว่า ระบบโพลเดอร์ ซึ่งเป็นที่มาของคำกล่าวอันโด่งดังที่ว่า “พระเจ้าสร้างโลก แต่ชาวฮอลแลนด์สร้างประเทศของพวกเขาเอง”
ซึ่งทำให้มีกังหันลมเป็นจำนวนมากในประเทศ และเป็นที่มาของฉายาประเทศในยุคหนึ่งอีกด้วย
อย่างไรก็ตามน้ำท่วมก็ยังกลับมาคุกคามอยู่เสมอ ซึ่งหนึ่งในครั้งใหญ่ที่สุดคือเมื่อปี 1953 นั่นเอง
เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังน้ำท่วมปี 1953 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อเริ่มโครงการข้ามชั่วอายุคน
นั่นคือ เดลทาเวิกส์ ซึ่งเป็นเครือข่ายสิ่งก่อสร้างป้องกันภัยขนาดใหญ่ ทั้งเขื่อนกั้นคลื่นพายุ เขื่อน ประตูระบายน้ำ และคันกั้นน้ำ เพื่อสร้างปราการปกป้องพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ทั้งหมด
ตลอด 4 ทศวรรษหลังจากนั้น วิศวกรชาวเนเธอร์แลนด์ได้ทำการปิดกั้นปากแม่น้ำ คิดค้นประตูกั้นน้ำแบบเคลื่อนที่ได้ และปรับเปลี่ยนสภาพภูมิประเทศของประเทศใหม่
โดย เปลี่ยนแนวชายฝั่งที่เว้าแหว่งยาว 700 กิโลเมตร ให้กลายเป็นแนวป้องกันทะเลเหนือที่ตรงและสั้นลงเหลือเพียง 80 กิโลเมตร ระบบป้องกันน้ำท่วมที่สร้างขึ้นนี้มีขนาดใหญ่โตจนไม่มีใครในโลกเทียบได้
6 ปีหลังภัยพิบัติ ขณะที่การก่อสร้างกำลังดำเนินไป รายการข่าวได้ฉายภาพให้ชาวเนเธอร์แลนด์เห็นจุดที่จะมีการปิดช่องทางน้ำเพื่อปกป้องพื้นที่ชั้นใน
ส่วนที่อลังการที่สุดของโครงการคือ โอสเตอรสเคิลเดอเกอริง ซึ่งเป็นแนวเขื่อนคอนกรีตและเหล็กกล้า พร้อมเกาะเทียม ยาว 9 กิโลเมตร ข้ามปากแม่น้ำเดิมในเซแลนด์ มันถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับพายุรุนแรงระดับที่ในทางสถิติจะเกิดขึ้นเพียง 1 ครั้งในทุกๆ 4,000 ปี
ในพิธีเปิดเมื่อเดือนตุลาคมปี 1986 สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ ทรงประกาศว่า “ประตูกั้นน้ำปิดแล้ว โครงการ เดลทาเวิกส์ เสร็จสมบูรณ์ จังหวัดเซแลนด์ปลอดภัยแล้ว”
ทว่าในความเป็นจริง เฟสสุดท้ายของโครงการเพิ่งจะเสร็จสิ้นจริงๆ ในปี 1997 ด้วยการสร้าง มาสลานต์เคอริง ประตูกั้นน้ำทะเลขนาดมหึมาที่คอยปกป้องท่าเรือร็อตเตอร์ดัม
ซึ่งเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสำคัญตั้งแต่ปิโตรเลียม เหล็ก ไปจนถึงการเกษตร

มาสลานต์เคอริงเต็มไปด้วยข้อมูลน่าสนใจ เริ่มจากเป็นบานประตูโค้งทั้งสองข้างที่ปกติจะจอดพักอยู่คนละฝั่งของคลอง มีความสูงเท่ากับ และหนักเป็น 2 เท่าของ หอไอเฟล
โดยเมื่อต้องการใช้งาน บานประตูจะหมุนออกมาประสานกันกลางน้ำแล้วจมลงสู่พื้นดิน เกิดเป็นกำแพงกั้นทะเลสูง 22 เมตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างเคลื่อนที่ได้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยข้อต่อลูกหมาก ที่ยึดอยู่กับตลิ่งแต่ละฝั่ง มีน้ำหนักมากถึง 680 ตัน ต่อข้าง
เนื่องจากเนเธอร์แลนด์ไม่อาจปล่อยให้เกิดความผิดพลาดได้แม้แต่นิดเดียว ประตูกั้นน้ำนี้จึงทำงานด้วยระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบก่อนที่ภัยพิบัติจะมาถึง
เช่น เมื่อคาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลใกล้ร็อตเตอร์ดัมจะสูงเกิน 3 เมตรขึ้นไป อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จาก ไรจ์กส์วาเทอร์สตาต (หน่วยงานรัฐบาลที่รับผิดชอบการจัดการน้ำท่วม) ก็ยังคงเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลาเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
รวมแล้ว โครงการ เดลทาเวิกส์ ใช้เงินลงทุนไปราว 6,150 ล้านยูโร (ประมาณ 235,000 ล้านบาท) และใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 43 ปี โดยเป้าหมายเดียวสั้นๆ แต่เป็นงานใหญ่ คือ กันทะเลออกไปให้ได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม เนเธอร์แลนด์ก็ต้องปรับองค์ความรู้ด้านการป้องกันน้ำท่วมอีกครั้ง โดยวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ 2 ครั้งติดกันในยุค 90 (ปี 1993 และ 1995) ที่เกิดจากฝนตกหนักทางเหนือของยุโรปจนแม่น้ำไรน์และแม่น้ำเมิสเอ่อล้นตลิ่ง ได้สร้างความตื่นตระหนกครั้งใหม่
จนนำไปสู่การอพยพผู้คนกว่า 250,000 ชีวิตอย่างเร่งด่วนเมื่อคันกั้นน้ำเกือบรับแรงดันน้ำไม่ไหว เหตุการณ์นี้เป็นจุดพลิกผันสำคัญที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญตระหนักว่า
ยิ่งต่อเติมคันกั้นน้ำให้สูงขึ้น หากพังลงมาผลกระทบก็จะยิ่งมหาศาล และไม่อาจแก้ปัญหาได้ด้วยการสร้างกำแพงกั้นน้ำคอนกรีตขนาดใหญ่แต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
เนเธอร์แลนด์จึงปฏิรูประบบจัดการน้ำครั้งมโหฬารด้วยโครงการอีกครั้ง โดยคืนพื้นที่ให้แม่น้ำ พร้อมทั้งบูรณาการผังเมืองกับธรรมชาติและการบริหารจัดการร่วมกับชุมชน
ร่นคันกั้นน้ำถอยออก ขุดลอกแก้มลิง ปรับเปลี่ยนพื้นที่บางจุดเป็นพื้นที่รับน้ำชั่วคราว และสร้างนวัตกรรมอย่างบ้านลอยน้ำ การเปลี่ยนผ่านทางความคิดในครั้งนี้ได้สลายปรัชญาเดิมจากการ สู้และเอาชนะน้ำ
ไปสู่การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับน้ำ อย่างแท้จริง จนกลายเป็นต้นแบบการจัดการน้ำเชิงนิเวศวิทยาที่ทั่วโลกยอมรับ และยังทำให้เนเธอร์แลนด์ก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านน้ำ

ซึ่งองค์ความรู้ทั้งหมดมีสอนอยู่ใน ไอเอชอี เดลฟต์ สถาบันด้านการบริหารจัดการน้ำชั้นนำของโลกในเนเธอร์แลนด์ มีสอนถึงระดับปริญญาเอก และผลิตกูรูด้านน้ำ 23,000 คนจาก 190 ประเทศออกมา นับตั้งแต่ก่อตั้งสถาบันเมื่อปี 1957 / aveva, wikipedia, rijkswaterstaat
