ถ้าเคยเดินเข้าร้านหนังสือแล้วสะดุดกับชื่ออย่าง “กล้าที่จะถูกเกลียด”, “จิตวิทยาสายดาร์ก” หรือ “ใช้ความคิดเอาชนะโชคชะตา” หลายคนอาจจำชื่อหนังสือเหล่านี้ได้ โดยไม่ทันสังเกตว่าทั้งหมดมาจากสำนักพิมพ์เดียวกัน

สำนักพิมพ์นั้นคือ WeLearn หรือวีเลิร์น ซึ่งอยู่เบื้องหลังหนังสือแปลที่คนไทยคุ้นชื่ออีกหลายเล่ม ตั้งแต่ “คู่มือจับโกหก”, “ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน” ไปจนถึง “คิด, เร็วและช้า (Thinking, Fast and Slow)”

ในวันที่เรามีทั้งโซเชียลมีเดีย คลิปสั้น และซีรีส์ให้เลือกดูได้ตลอดเวลา การทำให้ใครสักคนยอมวางมือถือแล้วหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน อาจดูเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ

แต่หนังสือจากสำนักพิมพ์แห่งนี้ก็ยังมีคนซื้อจนถึงขั้นที่มีบางคนเป็นแฟนคลับของสำนักพิมพ์เลย

อย่าง “จิตวิทยาสายดาร์ก” สามารถทำยอดขายได้มากกว่าหนึ่งแสนเล่ม (National Geographic Thailand รายงานในปี 2568)

ส่วนผลประกอบการของบริษัท วีเลิร์น จำกัด ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ก็ถือว่าทำได้สูงมาก

ปี 2566 รายได้ 139 ล้านบาท กำไรสุทธิ 23 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 136 ล้านบาท กำไรสุทธิ 19 ล้านบาท
ปี 2568 รายได้ 123 ล้านบาท กำไรสุทธิ 14 ล้านบาท

จึงน่าสนใจว่า WeLearn ทำอะไรกับหนังสือของตัวเองบ้าง ถึงทำให้คนรู้สึกว่าเล่มนี้น่าจะมีอะไรที่อยากอ่าน

เรื่องของ WeLearn เริ่มต้นมายาวนานกว่า 20 ปีแล้ว โดยมี พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ เป็นผู้ก่อตั้ง และบริษัท วีเลิร์น จำกัด จดทะเบียนขึ้นในปี 2546

ตลอดเวลาที่ผ่านมา หนังสือของค่ายมีทั้งเรื่องธุรกิจ จิตวิทยา และการพัฒนาตัวเอง

หลายเล่มพูดถึงเรื่องที่คนเจอในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การทำงานร่วมกับคนอื่น การจัดการความคิด ไปจนถึงวิธีมองความสำเร็จและเงินทอง

ถ้าลองไล่ดูชื่อหนังสือ จะเห็นว่าค่ายนี้มีวิธีนำเสนอที่ค่อนข้างชัด อย่าง “อ่านใจคนได้ใน 1 นาที”, “คู่มือสะกดใจคน” หรือ “กดเครื่องคิดเลขทำไม ในเมื่อคิดในใจได้เร็วกว่า” ซึ่งล้วนเป็นผลงานที่บริษัทบอกว่าเคยติดอันดับหนังสือขายดี

แค่เห็นชื่อ คนอ่านก็พอจะรู้ว่าเนื้อหาข้างในเกี่ยวกับอะไร และอาจเอาไปใช้กับตัวเองได้อย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องรู้จักนักเขียนมาก่อน

ชื่อเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เพราะพูนลาภให้ความสำคัญกับสิ่งที่คนเห็นก่อนเปิดหนังสือมาก ถึงกับเขียนเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ “วิชาคนตัวเล็ก” ของตัวเอง ในบทที่ชื่อว่า “จงตัดสินหนังสือจากหน้าปก”

เขาเสนอไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า หนังสือขายดีเพราะมีหน้าตาดี เพราะก่อนซื้อ คนยังไม่รู้ว่าเนื้อหาข้างในดีแค่ไหน สิ่งที่เห็นและใช้ตัดสินใจว่าจะหยิบขึ้นมาดูหรือไม่ จึงเป็นสิ่งที่อยู่บนหน้าปก

WeLearn จึงเชื่อในแนวคิด Do Judge a Book by Its Cover
(ที่ตั้งใจเล่นกับประโยคคุ้นหูอย่าง Don’t Judge a Book by Its Cover หรืออย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก)

แน่นอนว่าเนื้อหาข้างในยังต้องดีด้วย เพราะเมื่อคนซื้อกลับไปอ่านแล้วรู้สึกว่าดี ก็มีโอกาสบอกต่อ เกิดเป็นกระแส และช่วยให้หนังสือขายต่อไปได้ แต่ถ้าหน้าตาไม่ชวนให้หยิบตั้งแต่แรก เนื้อหาที่อยู่ข้างในก็อาจไม่มีโอกาสไปถึงคนอ่านเลย

พอพูดถึงหน้าปก หลายคนอาจนึกถึงภาพประกอบ สีสัน หรือการออกแบบ แต่สำหรับพูนลาภ สิ่งที่สำคัญที่สุดกลับเป็นชื่อหนังสือ

หนังสืออาจไม่ต้องมีปกที่ออกแบบซับซ้อนมากก็ได้ ขอให้ชื่อมีพลังพอที่จะทำให้คนสนใจ ก็มีโอกาสกลายเป็นหนังสือขายดีได้แล้ว นั่นทำให้ WeLearn ให้เวลากับการคิดชื่ออย่างจริงจัง จนหนังสือบางเล่มใช้เวลาคิดชื่อนานถึง 6 เดือน

เมื่อมองแบบนี้ การตั้งชื่อจึงเป็นงานสำคัญอีกส่วนหนึ่งของการนำหนังสือต่างประเทศมาขายในไทย เพราะต้องทำให้คนที่ไม่รู้จักทั้งผู้เขียนและต้นฉบับ เข้าใจได้ว่าเล่มนี้น่าอ่านตรงไหน

อย่าง “Mindset” ของแครอล ดเว็ก ซึ่งพูดถึงวิธีคิดที่มีผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง WeLearn ใช้ชื่อไทยว่า “ใช้ความคิดเอาชนะโชคชะตา”

หรือ “Never Split the Difference” ที่ใช้ชื่อไทยว่า “จิตวิทยาต่อรอง” พร้อมคำอธิบายว่า จะต้องพูดและทำอะไรในการต่อรองที่แพ้ไม่ได้

คนที่เดินผ่านจึงพอจะเห็นภาพว่า หนังสือเหล่านี้เกี่ยวข้องกับชีวิตตัวเองอย่างไร แม้จะไม่เคยได้ยินชื่อต้นฉบับมาก่อน

เพราะคนที่เข้าร้านหนังสือไม่ได้มีเล่มที่อยากซื้ออยู่ในใจทุกคน บางคนแค่เดินดูไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าชื่อบนปกไปตรงกับเรื่องที่กำลังคิดหรือปัญหาที่กำลังเจอ ก็อาจทำให้หยุดหยิบขึ้นมาเปิดดู และนั่นเป็นโอกาสที่เนื้อหาข้างในจะได้ทำหน้าที่ของมันต่อ

ขณะเดียวกัน ถ้ามองหนังสือของค่ายนี้ทั้งหมด ก็จะพบว่าไม่ได้มีแต่เล่มที่ใช้ชื่อสะดุดตาหรือเนื้อหาอ่านได้ง่าย ๆ เท่านั้น

WeLearn ยังมี “คิด, เร็วและช้า” ของแดเนียล คาห์เนแมน หนังสือที่อธิบายวิธีคิดและความผิดพลาดในการตัดสินใจของมนุษย์อย่างละเอียด โดยฉบับที่สำนักพิมพ์จำหน่ายมีความหนาถึง 808 หน้า

ขณะที่ “กล้าที่จะถูกเกลียด” ก็พาคนอ่านไปรู้จักแนวคิดของอัลเฟรด แอดเลอร์ ผ่านเรื่องการใช้ชีวิตและความสัมพันธ์กับผู้อื่น

หนังสือของค่ายจึงมีทั้งเล่มที่คนทั่วไปหยิบมาเริ่มอ่านได้ และเล่มที่ต้องใช้เวลากับเนื้อหามากขึ้น คนที่สนใจเรื่องหนึ่งจากหนังสือเล่มแรก ก็มีโอกาสจะกลับมาหาเล่มอื่นที่ลงรายละเอียดในเรื่องใกล้เคียงกันต่อ

นอกจากหนังสือความรู้แล้ว บริษัทยังทำตลาดนิยายผ่านสำนักพิมพ์น้ำพุ มีทั้งนิยายสืบสวนและระทึกขวัญ เช่น ผลงานในชุด “แจ๊ค รีชเชอร์” รวมถึง “ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” ของฮิงาชิโนะ เคโงะ

คนที่ไม่ค่อยอ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง จึงอาจเคยซื้อหนังสือของบริษัทนี้มาแล้วผ่านนิยายสักเล่ม โดยไม่รู้ว่าน้ำพุกับ WeLearn อยู่ในบริษัทเดียวกัน

การแยกชื่อสำนักพิมพ์ช่วยให้หนังสือแต่ละกลุ่มมีภาพจำของตัวเอง คนที่มองหาเรื่องจิตวิทยาหรือการทำงานอาจนึกถึง WeLearn ขณะที่คนชอบนิยายก็เลือกติดตามผลงานของน้ำพุได้

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ หนังสือหลายเล่มไม่ได้ขายดีเฉพาะแค่ช่วงเปิดตัวเท่านั้น

เช่น “กล้าที่จะถูกเกลียด” และ “ใช้ความคิดเอาชนะโชคชะตา” ยังอยู่ในหมวดขายดีประจำสัปดาห์บนเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์

ส่วนหนึ่งอาจอธิบายได้จากเรื่องที่หนังสือเหล่านี้พูดถึง เพราะปัญหาเรื่องงาน ความสัมพันธ์ หรือความไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนแค่รุ่นเดียว

หนังสือที่คนหนึ่งอ่านจบตั้งแต่หลายปีก่อน อาจเพิ่งตรงกับชีวิตของอีกคนที่กำลังเริ่มทำงาน หรือกำลังเจอปัญหาที่ไม่เคยเจอมาก่อน สำหรับคนอ่านคนนี้ หนังสือเล่มนั้นก็ยังเป็นเรื่องใหม่อยู่ดี

WeLearn จึงเป็นกรณีที่น่าสนใจทั้งในฐานะสำนักพิมพ์และคนทำสินค้า ตั้งแต่การเลือกเรื่องที่คนอยากอ่าน ไปจนถึงการคิดว่าจะนำเสนออย่างไรให้คนเห็นความน่าสนใจของเรื่องนั้น

เพราะก่อนที่เนื้อหาจะทำให้คนประทับใจจนอยากบอกต่อ หนังสือต้องผ่านด่านแรกให้ได้ก่อน คือทำให้คนที่เดินผ่านยอมหยิบมันขึ้นมา

จึงไม่แปลกที่สำหรับสำนักพิมพ์แห่งนี้ ชื่อหนังสือเพียงไม่กี่คำจะมีความสำคัญมากพอให้ใช้เวลาคิดนานถึงครึ่งปี