กว่า 15,000 คนจาก 191 ประเทศทั่วโลก ได้เดินทางมารวมตัวกันในกรุงเทพฯ ทั้งรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน และผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจระดับโลก

นี่คือการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หนึ่งในเวทีประชุมเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก

วาระการประชุมครอบคลุมตั้งแต่ทิศทางเศรษฐกิจโลก ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงการระดมทุนจากภาคเอกชนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสร้างงาน

นี่คือการกลับมาเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยในรอบ 35 ปี นับจากปี 2534

นอกจากประเด็นด้านเศรษฐกิจและการเงินแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือการนำอาหาร วัฒนธรรม และความสามารถของคนไทยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก

ภายใต้แนวคิดการประชาสัมพันธ์และต้อนรับ “Thai Smile, Ready to Host with Heart” มีการนำวัตถุดิบพื้นถิ่น งานหัตถกรรม และการแสดงของศิลปินไทยมานำเสนอผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดการประชุม

หนึ่งในรายละเอียดที่น่าสนใจคืออาหารสำหรับผู้เข้าร่วมประชุม ที่มีโอ๊ต–ทรงพล กิตติคุณวัจนะ เชฟผู้บริหารของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นหัวหน้าทีม

ข้อมูลการจัดงานระบุว่าวัตถุดิบกว่า 70% มาจากชุมชนท้องถิ่นและแหล่งผลิตที่คำนึงถึงความยั่งยืน โดยมีการเลือกใช้สินค้า GI หรือสินค้าที่มีเอกลักษณ์เชื่อมโยงกับแหล่งผลิตมาสร้างสรรค์เมนูร่วมสมัย

เช่น “ข้าวยำหัวใจไทย” ที่นำข้าวหอมมะลิจากพะเยาข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาน้องไห้มาผสมกับข้าวสังข์หยดจากพัทลุง

ขณะที่ปลานิลจากอำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ถูกนำมาผ่านเทคนิคดรายเอจลนไฟ เสิร์ฟพร้อมซอสมิโซะเขาใหญ่

ยังมีแซนด์วิชไก่ย่างเบตงกับมาโยน้ำมันตะไคร้  ทาร์ตช็อกโกแลตจากนครศรีธรรมราช ใส่ถั่วแมคคาเดเมียและครีมวานิลลาจากโครงการหลวง

ภายในศูนย์ประชุมมีการจัดเสิร์ฟผลไม้ GI ตามฤดูกาลในรูปแบบรถเข็นขายผลไม้แบบไทย ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่มีเสน่ห์ และทำให้ผู้อ่านเห็นภาพการนำวิถีชีวิตประจำวันมาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในงานระดับนานาชาติ

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ การเตรียม QR Code ให้ผู้เข้าร่วมสแกนอ่านเรื่องราวของวัตถุดิบไทยได้ด้วยตัวเอง ทำให้อาหารแต่ละจานไม่ได้จบลงเพียงรสชาติ แต่ยังเชื่อมไปถึงแหล่งผลิตและผู้คนในท้องถิ่น

ในเชิงการตลาด นี่คือการเปลี่ยนวัตถุดิบที่หลายคนอาจไม่เคยรู้จัก ให้มีเรื่องราวและแหล่งที่มาชัดเจนขึ้น เป็น Food Storytelling หรือการใช้เรื่องราวเพิ่มคุณค่าให้สินค้าอาหาร

นอกจากอาหารแล้ว ยังมีการนำผ้าทอและผ้าพื้นเมืองจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวม 37 ลวดลายอัตลักษณ์ มาใช้ตกแต่งสถานที่และเป็นวัสดุซับเสียงภายในห้องประชุม

หนึ่งในนั้นคือผ้าบาติกเขียนมือลาย “บุปผาบรมราชินีนาถ” จากกลุ่มบาติกเดอนารา จังหวัดปัตตานี

ขณะที่ความบันเทิงร่วมสมัยก็เป็นส่วนหนึ่งของงานครั้งนี้เช่นกัน

Nene Royal หรือแพรว–รัตติกานต์ อำลอย ศิลปินร็อกวัย 16 ปี ผู้ชนะ America’s Got Talent 2026 มีกำหนดแสดงในงานเลี้ยงต้อนรับแขก VVIP ราว 400 คน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ในค่ำวันที่ 14 ตุลาคม

โดยมีรายงานว่าเธอจะแสดง 2–3 เพลง แต่ยังไม่มีการประกาศรายชื่อเพลงอย่างเป็นทางการ

การปรากฏตัวของ Nene Royal ทำให้เห็นภาพความเป็นไทยที่แตกต่างออกไปจากงานหัตถกรรมและวัฒนธรรมดั้งเดิม นั่นคือคนรุ่นใหม่ที่สามารถสร้างชื่อเสียงบนเวทีนานาชาติ

หากมองในเชิงการตลาด การประชุม IMF–World Bank ครั้งนี้มีความน่าสนใจตรงที่ไม่ได้มีเพียงการหารือเรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นพื้นที่ให้สินค้า วัตถุดิบท้องถิ่น งานหัตถกรรม และศิลปินไทยได้ปรากฏต่อสายตาผู้เข้าร่วมจากหลากหลายประเทศ

ในทางการตลาด นี่เป็นหนึ่งในรูปแบบของ Nation Branding หรือการสร้างภาพจำประเทศผ่านสิ่งที่ผู้มาเยือนได้สัมผัสด้วยตัวเอง

การประชุมครั้งนี้จึงไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจและการเงิน แต่ยังเป็นโอกาสให้สินค้า อาหาร วัฒนธรรม และความสามารถของคนไทยได้ปรากฏต่อสายตาผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก

น่าสนใจว่า หลังการประชุมจบลง สิ่งที่นำเสนอเหล่านี้จะสามารถต่อยอดจากการสร้างความประทับใจไปสู่การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ประเทศไทยได้มากน้อยเพียงใด