แบงก์ออฟอเมริกา หนึ่งธนาคารใหญ่ของสหรัฐฯ ประเมินว่า การที่ เคเอฟซี เชนฟาสต์ฟู้ดใหญ่ เลิกขายน้ำอัดลมของ เป๊ปซี่ ในกว่า 3,800 สาขาทั่วทั้งสหรัฐฯ ตั้งแต่ไตรมาสแรกปี 2027 เป็นต้นไป

ทั้งที่เคเอฟซีเคยเป็นบริษัทลูกและถือเป็นการสิ้นสุดการเป็นคู่ค้ายาวนาน 40 ปี แล้วย้ายไปเสิร์ฟน้ำอัดลมของคู่แข่งสำคัญอย่าง โคคา-โคล่า หรือโค้ก แทน 

จะสร้างความเสียหายให้เป๊ปซี่ ถึง 500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 17,000 ล้านบาท) ต่อปี

เคเอฟซี ให้เหตุผลว่า การย้ายค่ายไปหาโค้ก เป็นไปตามแคมเปญฟื้นฟูแบรนด์ภายใต้ชื่อ “เคนทักกี ฟรายด์ คัมแบ็ก”

โดยหวังว่าเครื่องดื่มใหม่ ๆ จากโค้ก จะเป็นฐานสำคัญในการได้สร้างความแปลกใหม่ ที่ตอบโจทย์รสนิยมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป 

พร้อมสร้างเหตุผลใหม่ ๆ ให้ลูกค้าตัดสินใจเข้ามาในร้าน หลังเสียลูกค้าไปไม่น้อยให้กับคู่แข่งอย่าง ชิก-ฟิล-เอ และป๊อปอายส์

ทว่าเคเอฟซีก็ย้ำว่า สาขาในประเทศอื่นๆ ที่ขายเป๊ปซี่อยู่แล้วก็จะยังขายต่อไป และความสัมพันธ์กับอดีตบริษัทแม่ก็เป็นไปด้วยดี

การแยกทางกันดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ เป๊ปซี่ กำลังเผชิญความท้าทายในตลาดอเมริกาเหนือ

โดยผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2026 ชี้ว่า แม้รายได้รวมจะเติบโตแต่ปริมาณการขายเครื่องดื่มในอเมริกาเหนือกลับลดลง 2% ในไตรมาสล่าสุด

ซึ่งการเสียคู่ค้ารายใหญ่ให้ โคคา-โคล่า ไปจะยิ่งสร้างแรงกดดันต่อการฟื้นยอดขายให้กลับมาในอนาคต

แม้จะสามารถจูงใจให้ซับเวย์ เชนฟาสต์ฟู้ดใหญ่สุดของสหรัฐฯ หากนับจากจำนวนสาขา ย้ายค่ายจาก โค้ก แล้วมาขายเครื่องดื่มพร้อมขนมขบเคี้ยวของตนก็ตาม

ในทางกลับกันจะเป็นการเปิดโอกาสให้ โค้ก เพิ่มยอดขายและการเข้าถึงผู้บริโภคในสหรัฐฯ ผ่าน เคเอฟซี ที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ดังของวงการฟาสต์ฟู้ด

ขณะที่โค้กเองก็กำลังอยู่ในช่วงขยายตัว โดยมีปริมาณการขายในอเมริกาเหนือเติบโต 3% ในไตรมาสล่าสุด การได้สิทธิ์วางจำหน่ายในเคเอฟซีจึงเป็นการเพิ่มช่องทางเข้าถึงผู้บริโภครายใหญ่อีกทางหนึ่ง

ขาลงของ เป๊ปซี่ ยังไม่หมดแค่นั้น โดยย้อนไปเมื่อเมษายนที่ผ่านมา แมริออท เครือโรงแรมระดับโลก ก็เพิ่งเปลี่ยนไปขายเครื่องดื่มโค้กและเครื่องดื่มในเครือโคคา-โคล่า ในโรงแรมกว่า 1 หมื่นแห่งใน 146 ประเทศทั่วโลก

ครอบคลุมตั้งแต่ในห้องพักราว 1.78 ล้านห้อง ต่อเนื่องไปถึง ตู้กด มินิบาร์ และร้านค้าในโรงแรมแทน ถือเป็นการสิ้นสุดสัญญาทางธุรกิจกับเป๊ปซี่ที่ยาวนานถึง 34 ปี

ซึ่งเหตุผลหลักก็มาจากผลสำรวจที่พบว่าลูกค้ากว่า 70% ชื่นชอบ โค้กมากกว่าเป๊ปซี่ ประกอบกับเห็นว่าพอร์ตสินค้าของฝ่ายแรก มีความหลากหลาย 

ตอบโจทย์ไลน์น้ำดื่ม ชาพร้อมดื่ม และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ซึ่งตรงกับความต้องการของลูกค้าระดับพรีเมียมมากกว่า

การเสียทั้งเครือโรงแรมใหญ่และเชนฟาสต์ฟู้ดใหญ่แม้เฉพาะสาขาในสหรัฐฯ เป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่า เป๊ปซี่ถูกรุกหนัก และเสียลูกค้าให้โค้กไปอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นสิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับเป๊ปซี่ ไม่ใช่เพียงเรื่องตัวเลขรายได้ก้อนใหญ่ที่หายไปทันทีตั้งแต่ไตรมาสแรกปีหน้าเป็นต้นไป แต่คือการหายไปของจุดที่ผู้บริโภคจะได้เห็นแบรนด์

ประเด็นที่ต้องตามต่อจากนี้คือ เป๊ปซี่ จะสามารถหาช่องทางใดทดแทนปริมาณการขายที่หายไป รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดการเสียคู่ค้ารายอื่นๆ ไปอีก ไม่ต่างจากการล้มเป็นโดมิโนในอนาคตได้ดีเพียงใดและมากน้อยแค่ไหน / andrewdremin