ลองเปิดตู้เสื้อผ้าตัวเองแล้วนับดูชุดที่ใส่จริง ๆ ดูสิว่ามีกี่ตัว แล้วนอกนั้นที่กำลังนอนแช่อยู่ในตู้โดยที่ไม่เคยได้สวมใส่ เราซื้อมาทำไมกันนะ หรือว่า “ของมันต้องมี”
จะด้วยกลยุทธ์การตลาดของแบรนด์ที่กระตุ้นให้เราต้องซื้อไว้ก่อน อาจเพราะเป็นคอลเลกชันพิเศษที่หมดแล้วหมดเลย หรือเป็นเพราะโปรโมชั่นที่ลดกระหน่ำจนต้องรีบซื้อไว้ก่อน จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่สิ่งที่ตามมาคือ “การบริโภคเกินจำเป็น” (Overconsumption)
เมื่อตู้แน่นเกินไป สิ่งที่เรานึกออกก็แค่การหอบเสื้อผ้าไปทิ้งในตู้รับบริจาคใกล้บ้าน พร้อมจินตนาการว่ามีใครสักคนจะได้ใส่มันต่อ แต่ใครล่ะ และที่ไหน
การที่ทุกคนคิดเช่นนี้ ทำให้เสื้อผ้าจำนวนมหาศาลจากยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ ถูกส่งไปยังเมืองเล็ก ๆ ทางเหนือของอินเดียที่ชื่อว่า “ปานิปัต” (Panipat) เมืองที่ถูกขนานนามว่า “เมืองหลวงของของที่ถูกทิ้ง” และกำลังกลายเป็นกระจกสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของแฟชั่นราคาถูก (Fast Fashion)
เสื้อหนึ่งตัวเดินทางอย่างไรกว่าจะถึงปานิปัต
เส้นทางเริ่มจากตู้รับบริจาคในลอนดอน ศูนย์รีไซเคิลในเยอรมนี หรือกล่องรับบริจาคในสหรัฐฯ จากนั้นถูกอัดเป็นก้อน ส่งลงเรือไปขึ้นท่าที่ภาคตะวันตกของอินเดีย ส่วนใหญ่ผ่านท่าเรือ Kandla ในรัฐคุชราต และ Mundra ก่อนขึ้นรถบรรทุกไปทางเหนือ เป็นที่มาของภาพคิวรถบรรทุกยาวเหยียดหน้าเมือง
เมื่อไปดูที่กฎหมายของอินเดีย พบว่า ไม่อนุญาตให้นำเข้าเสื้อผ้ามือสองเพื่อสวมใส่แบบเสรี ผู้นำเข้าต้องมีใบอนุญาตและรับประกันว่าจะส่งออกต่อ ดังนั้นสินค้าส่วนใหญ่จึงเข้ามาในหมวด “mutilated” คือเสื้อผ้าที่ถูกตัดหรือทำลายให้ใช้ซ้ำไม่ได้ในระดับหนึ่ง เพื่อเดินเข้าระบบรีไซเคิลโดยไม่ต้องขอใบอนุญาต
พอมาถึงอินเดีย เสื้อผ้าจะถูกแบ่งเกรด A (เสียหายน้อยมาก) B (ดีบ้างเสียบ้าง) และ C (แทบใช้ไม่ได้) เกรดที่ดีที่สุดมักไม่ได้ถูกโยนเข้าเครื่องบด แต่ถูกส่งต่อไปยังตลาดเสื้อผ้ามือสองของอินเดียเอง เช่น ถนน Barsat Road ในปานิปัต ที่พ่อค้าซื้อขายกันเป็นมัด ก่อนกระจายไปตลาดค้าส่งและย่านขายปลีกอย่าง Sarojini Nagar ในเดลี ที่นักช้อปมาตามหาแจ็กเก็ตและยีนส์แบรนด์เนมในราคาเศษเสี้ยวของราคาเดิม
พ่อค้าเสื้อผ้าอัดก้อนธุรกิจกำไรดี
คล้ายกับธุรกิจเสื้อผ้ามือสองในไทย เสื้อผ้าอัดก้อนเหล่านั้นจะส่งมาในตู้คอนเทนเนอร์ แล้วมีพ่อค้าแม่ค้ารับเข้ามา ตู้หนึ่งมีราว 350 มัด ราคาต่อตู้อยู่ที่ 3-5 ล้านรูปี ขึ้นกับคุณภาพของผ้า และธุรกิจนี้ทำกำไรดีไม่น้อย
เป็นทั้งถังขยะและร้านซ่อม
ส่วนเสื้อผ้าที่ขายต่อไม่ได้ เช่น มีคราบ ขาด หรือสึกเกินไป จะถูกส่งเข้าโรงงานรีไซเคิล คนงานแยกตามชนิดผ้าและสี ดึงกระดุม ซิป และอุปกรณ์ออก ตัดเป็นชิ้นเล็ก ป้อนเข้าเครื่องบดจนกลายเป็นเส้นใย แล้วปั่นเป็นเส้นด้ายหยาบที่เรียกว่า “shoddy” ใช้ทอเป็นผ้าห่ม พรม ผ้าปูที่นอน และเครื่องตกแต่งบ้าน ผ้าสามตันให้เส้นด้ายได้ราว 1.5 ตัน
สื่อหลายแห่งรายงานว่าปานิปัตรีไซเคิลของเสียสิ่งทอราว 1 ล้านตันต่อปี ขณะที่บางแหล่งประเมินต่ำกว่านั้นที่ราวครึ่งล้านตัน จำนวนแรงงานอยู่ระหว่าง 2 แสนถึงอย่างน้อย 3 แสนคน และมีรายงานว่าอุตสาหกรรมนี้มีมูลค่าราว 70,000-80,000 ล้านรูปี ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งขนาดของอุตสาหกรรมนี้ใหญ่พอจะหล่อเลี้ยงเมืองทั้งเมือง
แต่ธุรกิจนี้ไม่ได้หอมหวานอย่างที่คิด เจ้าของโรงงานปั่นเส้นด้ายรายหนึ่งบอกว่ากำไรอยู่ราว 5-7% เท่านั้น เฉลี่ยแล้วได้กำไรไม่กี่รูปีต่อกิโลกรัมของเสีย เพราะมีโรงงานเล็กนับร้อยแข่งกันอยู่ เมื่อกำไรบางขนาดนี้ ก็อย่าได้ถามหาอุปกรณ์ความปลอดภัยและระบบบำบัดของเสียในโรงงานเลย
ต้นตออยู่ที่ผู้บริโภค
กองผ้าที่เพิ่มปริมาณไม่หยุดนี้ เป็นเพราะฝั่งผู้บริโภคอย่างเราขาดสติในการช้อปปิ้ง ปี 2000-2015 การผลิตเสื้อผ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ขณะที่จำนวนครั้งเฉลี่ยที่เสื้อหนึ่งตัวถูกสวมก่อนทิ้งลดลง 36% (ในจีนลดลงถึง 70%) เสื้อใหม่ถูกลงจนใกล้เคียงกับเสื้อมือสอง กองผ้าที่คนส่งบริจาคจึงโตกว่าตลาดที่สามารถรองรับได้
รู้ไหมย่อยสลาย 200-800 ปี
ทุกวินาทีมีเสื้อผ้าเทียบเท่ารถขยะหนึ่งคันถูกฝังหรือเผา อุตสาหกรรมแฟชั่นปล่อยคาร์บอนราว 10% ของทั้งโลก เสื้อผ้าราว 60% ทำจากโพลีเมอร์สังเคราะห์อย่างโพลีเอสเตอร์ ไนลอน และอะคริลิก ซึ่งใช้เวลาย่อยสลาย 200-800 ปี และการซักเสื้อผ้าสังเคราะห์ปล่อยไมโครไฟเบอร์ลงมหาสมุทรราวครึ่งล้านตันต่อปี ส่วนที่ทะเลทรายอาตากามาในชิลี มีกองเสื้อผ้าที่ถูกทิ้งมากกว่า 60,000 ตัน ใหญ่จนดาวเทียมมองเห็น บางตัวยังติดป้ายราคาอยู่
เสื้อยืดฝ้ายหนึ่งตัวต้องใช้น้ำผลิตราว 2,600-2,700 ลิตร ตัวเลขที่ปรากฏบนตู้รับบริจาคในสวิตเซอร์แลนด์เองก็อ้างแบบนี้ และอินเดียเองสร้างขยะสิ่งทอราว 7,800-8,000 กิโลตันต่อปี หรือราว 8.5% ของโลก โดยกว่า 90% มาจากในประเทศ เสื้อผ้ามือสองนำเข้าเป็นเพียงส่วนที่เหลือ แต่ก็เป็นส่วนที่ทำให้ปานิปัตเป็นข่าว
ราคาที่คนปานิปัตเป็นคนจ่าย
ในโรงงานฝุ่นใยผ้าลอยเป็นหมอกบาง ๆ เกาะทุกพื้นผิวเหมือนหิมะสกปรก แต่คนงานส่วนใหญ่ไม่มีประกันสุขภาพ ไม่มีสัญญาจ้างที่มั่นคง ถ้าป่วยก็ขาดรายได้ทันที คนในพื้นที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่เคยทำงานในโรงงานสิ่งทอมาหลายปี ไมโครไฟเบอร์สะสมในปอด ทำให้เสี่ยงทั้งติดเชื้ออย่างวัณโรคและโรคเรื้อรังระยะยาว
มีงานสำรวจครัวเรือนที่ทำในปี 2022 ระบุว่าเกือบ 93% ของครอบครัวในละแวกโรงงานรายงานปัญหาสุขภาพร้ายแรงในรอบห้าปี
ปานิปัตมีโรงย้อมที่จดทะเบียนราว 400 แห่ง และมีอย่างน้อยอีก 200 แห่งที่ดำเนินการอย่างผิดกฎหมาย คาดว่าราว 80% ของน้ำเสียถูกปล่อยลงสิ่งแวดล้อมโดยตรง มีจุดระบายกว่า 80 จุดไหลลงคลองซึ่งไหลไปต่อที่แม่น้ำยมุนา
ตัวอย่างน้ำที่หน่วยงานควบคุมมลพิษของรัฐหรยาณาเก็บเมื่อเดือนเมษายน พบของแข็งละลายสูงเกินเกณฑ์ราว 4 เท่า และออกซิเจนในน้ำต่ำกว่ามาตรฐานเกินครึ่ง จนสัตว์น้ำอยู่ไม่ได้ รายงานของรัฐเมื่อปี 2022 พบว่าน้ำใต้ดินปนเปื้อนแมงกานีส ตะกั่ว ไนเตรต และฟลูออไรด์ในบางพื้นที่ รวมถึงโลหะหนักอย่างแคดเมียมและนิกเกิลในหลายจุด
ศาลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของอินเดียตรวจพบว่าโรงฟอกย้อม 31 จาก 32 แห่งที่พิจารณาดำเนินการผิดกฎหมาย และสั่งปิดเมื่อเดือนสิงหาคม นักสิ่งแวดล้อมในพื้นที่บอกว่าห้าปีที่ผ่านมามีโรงฟอกผิดกฎหมายถูกปิดไปราว 150 แห่ง แต่หลายแห่งกลับมาใหม่ในชื่ออื่น ค่าปรับที่คำนวณโดยหน่วยงานควบคุมมลพิษรวม 5,000 ล้านรูปี (ราว 1,700 ล้านบาท) เก็บได้จริงเพียงประมาณ 3,700 ล้านรูปี
อุตสาหกรรมที่ถูกบีบจากทุกทาง
ย้อนไปช่วงต้นปี 2010 โรงงานผ้าห่ม shoddy ของปานิปัตผลิตได้ถึง 100,000 ผืนต่อวัน และครองตลาดผ้าห่มบรรเทาภัยพิบัติทั่วโลกราว 90% แต่เมื่อโรงงานจีนนำเครื่องจักรทันสมัยเข้ามา ผ้าห่มโพลาร์ฟลีซใหม่จึงขายปลีกได้ราว 2.50 ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับผ้าห่มรีไซเคิลที่ราคา 2 ดอลลาร์ สมาคมโรงงานผ้าขนสัตว์ของอินเดียระบุว่าจำนวนโรงงานลดจากกว่า 400 แห่งเหลือไม่ถึง 100 แห่ง จากที่เคยเดินเครื่อง 24 ชั่วโมงเหลือไม่เต็มกะเดียวต่อวัน ตอนนี้โรงงานกว่า 50 แห่งในเมืองหันมาผลิตผ้าห่มฟลีซแทน
ล่าสุดคือคลื่นภาษี รายงานของ Atmos ระบุว่าสหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้าสิ่งทอจากอินเดีย 50% และเมื่อรวมภาระอื่นแล้วสิ่งทอเผชิญภาษีสูงราว 64% ปานิปัตส่งออกสิ่งทอราว 2,400 ล้านดอลลาร์ต่อปี และราว 60% ไปสหรัฐฯ
อนาคตยุโรปจะบังคับให้นำเข้าสินค้ารีไซเคิลมากขึ้นตั้งแต่ปี 2027 และแบรนด์ระดับโลกตั้งเป้าใช้เส้นใยรีไซเคิลสูงมาก นั่นคือโอกาสของปานิปัต แต่ก็ย่อมมาพร้อมแรงตรวจสอบที่เข้มขึ้น
หมุนเวียนไม่ได้แปลว่า “สะอาด”
คำว่า “Circular fashion” ฟังดูดีจนเราลืมถามว่าวงกลมนั้นหมุนผ่านปอดของใคร ตัวเลขจากปานิปัตชี้ว่า การรีไซเคิลช่วยลดขยะที่จะไปกองในหลุมฝังกลบจริง และเลี้ยงชีวิตคนหลายแสนคนจริง แต่เมื่อรีไซเคิลทำโดยไม่มีมาตรฐานแรงงานและการบำบัดน้ำเสีย ต้นทุนก็แค่ย้ายที่อยู่จากเมืองที่รวยกว่าไปยังเมืองที่จนกว่า
ข้อเสนอที่นักวิชาการและนักกิจกรรมพูดตรงกันคือ ความรับผิดชอบควรเดินทางไปพร้อมตัวเสื้อ ไม่ใช่แค่กำไร ผ่านกฎความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) มาตรฐานที่แยกเสื้อที่ใช้ซ้ำได้ออกจากขยะ เทคโนโลยีรีไซเคิลที่สะอาดกว่า และการคุ้มครองแรงงานในศูนย์รีไซเคิลอย่างปานิปัต
ในฐานะของผู้บริโภค ควรซื้อให้น้อยลง เลือกเส้นใยธรรมชาติเมื่อเป็นไปได้ และใส่ให้นานขึ้น เพราะข้อมูลข้างต้นบอกเราชัดว่าจำนวนครั้งที่เสื้อถูกสวมกำลังลดลงทุกปี ควรถามตัวเองตอนยืนหน้ากระจกคราวหน้าว่าเสื้อผ้าตัวนี้ “ของจำเป็นต้องมี” หรือ “ของมันต้องมี”
พึงระลึกอยู่เสมอว่า เสื้อที่เรายัดลงตู้บริจาคมันไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนมาอยู่ในอากาศที่ใช้หายใจ
อ้างอิง : theguardian, CNN, the print, BBC, NDTV, atmos.earth, theplurals, southasiamonitor, elpais


