ตลาดรถกระบะเมืองไทยที่เคยครองบัลลังก์โปรดักต์แชมเปี้ยน พลิกโฉมจากรถเพื่อการพาณิชย์ขวัญใจคนทำมาหากิน สู่บททดสอบครั้งใหญ่เมื่อส่วนแบ่งตลาดวูบหายไปครึ่งหนึ่ง
ค่ายรถยักษ์ใหญ่เดินหน้าสู้ไม่ถอยด้วยขุมพลังใหม่และออปชันระดับพรีเมียมเจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์กำลังซื้อสูง ควบคู่การทุ่มเม็ดเงินปักหมุดไทยเป็นฐานผลิตปิกอัพพลังงานอนาคตเพื่อส่งออกทั่วโลก
ตลาดรถกระบะหรือปิกอัพในประเทศไทยตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นับเป็นเซกเมนต์ยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่เผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจนที่สุด
โดยในประเทศไทยมีแบรนด์และตระกูลรถกระบะที่จดทะเบียนวิ่งอยู่บนท้องถนนรวมกันถึงราว 20 แบรนด์หรือตระกูลรุ่นหลัก หากนับรวมทั้งรถกระบะขนาด 1 ตัน รถกระบะไฟฟ้า และรถกระบะเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก
แต่ถ้าโฟกัสเฉพาะแบรนด์หลักที่มีเครือข่ายจัดจำหน่ายครอบคลุมทั่วประเทศและคุ้นหูผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างดี โดยมีตัวเลขจดทะเบียนสะสมระดับหมื่นคันขึ้นไปในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะมีแบรนด์หลักที่ขับเคี่ยวกันอยู่ประมาณ 7 แบรนด์สำคัญ
ตลาดรถกระบะในไทยสามารถแบ่งกลุ่มตามโครงสร้างและการใช้งานได้ตั้งแต่ แบรนด์ผู้นำตลาดหลักจากญี่ปุ่นที่ครองใจคนไทยมายาวนาน, แบรนด์อเมริกันที่ชูจุดขายความแกร่งและไลฟ์สไตล์เต็มขั้น
แบรนด์ผู้ท้าชิงที่กำลังจะกระโดดเข้ามาลงสนามผ่านความร่วมมือข้ามค่าย, แบรนด์ทางเลือกใหม่ในกลุ่มรถกระบะไฟฟ้า 100% จากค่ายจีน ไปจนถึงกลุ่มรถกระบะขนาดเล็กเน้นความคล่องตัวสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย

| ยอดขายรถกระบะในไทยรอบ 10 ปี | |||
| ปี พ.ศ. | ยอดขายรถยนต์รวม | เฉพาะยอดขายรถกระบะ | สัดส่วนรถกระบะ |
| 2559 | 768,788 คัน | 334,000 คัน | 43% |
| 2560 | 867,449 คัน | 365,000 คัน | 42% |
| 2561 | 1,037,978 คัน | 447,000 คัน | 43% |
| 2562 | 1,005,277 คัน | 432,000 คัน | 43% |
| 2563 | 789,713 คัน | 365,000 คัน | 46% |
| 2564 | 759,119 คัน | 341,000 คัน | 45% |
| 2565 | 849,388 คัน | 388,000 คัน | 46% |
| 2566 | 775,780 คัน | 265,000 คัน | 34% |
| 2567 | 572,675 คัน | 163,000 คัน | 29% |
| 2568 | 621,166 คัน | 144,000 คัน | 23% |
| ที่มา: กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย | |||
ตลาดนี้เคยผ่านจุดสูงสุดในฐานะโปรดักต์แชมเปี้ยนที่เป็นกระดูกสันหลังของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
ย้อนไปในยุคโครงการรถคันแรกเมื่อปี 2555 ยอดขายปิกอัพเคยพุ่งสูงกว่า 594,000 คัน และตลอดช่วงปี 2559 ถึง 2565 รถกระบะเคยครองส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 42-46% ของยอดขายรถยนต์รวมทั้งประเทศอย่างเหนียวแน่น หรือมียอดขายระดับ 3.3 แสนถึง 4.4 แสนคันต่อปี
ทว่านับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ยอดขายกลับดิ่งลงอย่างต่อเนื่องกว่า 62-65% จนคาดการณ์กันว่าในปี 2569 ตลาดรถกระบะจะทำสถิติต่ำสุดในประวัติการณ์ เหลือยอดขายเพียงราว 140,000 คัน หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 20% จากตลาดรถยนต์รวมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 700,000 คัน เท่ากับว่าส่วนแบ่งตลาดได้หดหายไปถึงครึ่งหนึ่งภายในเวลาเพียง 10 ปี
อีกทั้งตลาดยังถูกแย่งชิงส่วนแบ่งจากรถยนต์นั่งและรถเอสยูวีพลังงานไฟฟ้าหรืออีวีที่มีราคาจำหน่ายถูกลงและมีตัวเลือกหลากหลายมากขึ้น
ทำให้กลุ่มพนักงานระดับต้นที่ขออนุมัติสินเชื่อได้ง่ายกว่าตัดสินใจเปลี่ยนพฤติกรรมหันไปใช้รถยนต์นั่งและเอสยูวีแทน
ประกอบกับกลุ่มลูกค้าหลักอย่างเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า และพนักงานโรงงาน ต้องเผชิญกับวิกฤตหนี้ครัวเรือนระดับสูงและการคุมเข้มสินเชื่อของสถาบันการเงิน
รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อรถเครื่องยนต์ดีเซล
แบรนด์กลุ่มผู้นำตลาดต่างต้องปรับตัวแบบสู้ไม่ถอยเพื่อสร้างความแตกต่าง โดยเปลี่ยนกลยุทธ์จากการพึ่งพาตลาดแมสที่ติดล็อกเงื่อนไขไฟแนนซ์ หันมาโฟกัสตลาดรถกระบะกลุ่มไลฟ์สไตล์และลูกค้าระดับไฮเอนด์ที่มีกำลังซื้อสูงซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ
อย่างเช่น การชูจุดเด่นเรื่องขุมพลังดีเซลเทอร์โบคู่รุ่นใหม่ที่แรงขึ้นแต่ประหยัดทั้งน้ำมันและลดภาระภาษีประจำปี การยกระดับสายการผลิตสู่รถกระบะพลังงานสะอาดเพื่อการส่งออก
ควบคู่ไปกับการผนึกกำลังเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นตลาดเพื่อประคองห่วงโซ่อุปทานและรักษาระดับการผลิตในประเทศเอาไว้ให้ได้ เพื่อปกป้องซัพพลายเชนที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงกว่า 90-95% และหล่อเลี้ยงแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 8 แสนคน
ทั้งตอบรับกระแสความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหารถกระบะยกสูงซึ่งไม่เพียงแต่มอบความอเนกประสงค์และพร้อมลุยในทุกสถานการณ์ แต่ยังต้องมาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งและเทคโนโลยีที่ให้ความรู้สึกพรีเมียมไม่ต่างจากรถยนต์นั่งส่วนบุคคล
นอกจากนี้ ความคุ้มค่าด้านภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวยังมีผลต่อการตัดสินใจใช้งานจริง ผู้ผลิตจึงหันมาพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กลงแต่รีดพละกำลังได้สูงขึ้น

| 10 อันดับแรก
รถกระบะ ยอดจดทะเบียนสะสมสูงสุดในไทย |
|||
| อันดับ | แบรนด์และตระกูลรุ่นหลัก | ยอดรวม ปี 2564 – กันยายน 2569 | เฉพาะ มกราคม – กันยายน 2569 |
| 1 | Isuzu D-Max | 615,367 คัน | 40,081 คัน |
| 2 | Toyota Hilux | 603,375 คัน | 57,769 คัน |
| 3 | Ford Ranger | 122,448 คัน | 7,477 คัน |
| 4 | Mitsubishi Triton | 81,068 คัน | 4,562 คัน |
| 5 | Nissan Navara | 23,988 คัน | 1,044 คัน |
| 6 | MG Extender | 11,882 คัน | 93 คัน |
| 7 | Suzuki Carry | 10,815 คัน | 391 คัน |
| 8 | Mazda BT-50 | 5,170 คัน | 61 คัน |
| 9 | Riddara RD6 | 2,236 คัน | 1,549 คัน |
| 10 | CP Foton Truck Mate | 514 คัน | 43 คัน |
| รวม | รวมทั้งหมด 20 แบรนด์ / ตระกูลรุ่นหลัก | 1,478,336 คัน | 113,419 คัน |
| ที่มา: สถิติรถจดทะเบียนใหม่ (ป้ายแดง) กลุ่มรถกระบะ 20 แบรนด์ / ตระกูลรุ่นหลัก ตั้งแต่ปี 2564 – ถึงเดือนกันยายน 2569 จากกรมการขนส่งทางบก / ตุลาคม 2569 | |||
ส่วนทิศทางของแบรนด์กลุ่มผู้นำตลาดและผู้ท้าชิงเพื่อรักษาฐานที่มั่นและช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด
อีซูซุ แบรนด์เจ้าตลาดที่ครองแชมป์ยอดจดทะเบียนสะสมสูงสุดกว่า 6.15 แสนคัน เลือกกลยุทธ์ฝ่าวิกฤตด้วยการรุกเจาะกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์และสายไลฟ์สไตล์ที่มีกำลังซื้อสูง
อย่างการเปิดตัวเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ 2.2 Ddi MAXFORCE Biturbo กำลัง 204 แรงม้า จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ลงในดีแมคซ์และมิว-เอ็กซ์โฉมปี 2027 แยกกลุ่มชัดเจนกับเครื่องยนต์ 3.0 ลิตรที่เน้นงานบรรทุกสมบุกสมบัน
พร้อมกันนี้ ยังเดินหน้าแผนลงทุน 5 ปี มูลค่ากว่า 32,000 ล้านบาท โดยได้รับการอนุมัติจากบีโอไอแล้วกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับโรงงานด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ พัฒนาเครื่องยนต์รองรับมาตรฐานยูโร 6 รวมถึงการส่งออกรถกระบะอีวีไปเจาะตลาดยุโรปและศึกษาเทคโนโลยีสลับแบตเตอรี่ในรถเพื่อการพาณิชย์
โตโยต้า เร่งเครื่องจนก้าวขึ้นมานำเป็นอันดับหนึ่งด้วยยอดจดทะเบียน 57,769 คันในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เดินเกมรุกอย่างหนักด้วยกลยุทธ์หลากหลายขุมพลัง
โดยหลังจากเปิดตัว ไฮลักซ์ ทราโว่ และกระบะไฟฟ้า 100% อย่าง ไฮลักซ์ ทราโว่ อี ไปเมื่อปีก่อน ล่าสุดเตรียมส่ง ไฮลักซ์ ทราโว่ แซด-เอดิชั่น รุ่นตัวเตี้ยลงมากระตุ้นตลาดช่วงปลายปี
ที่สำคัญคือการฉีกกรอบเดิม ๆ ด้วยการทุ่มงบ 1,490 ล้านบาทที่ได้รับไฟเขียวจากบีโอไอ ขึ้นไลน์ผลิตรถกระบะไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในรุ่น New Toyota Hilux เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ โรงงานบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา กำลังการผลิต 3,000 คันต่อปี โดยมีแผนเริ่มผลิตในเดือนธันวาคม 2570 เพื่อส่งออกไปยังยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
ฟอร์ด ยังคงปักหลักเป็นผู้นำเทรนด์รถกระบะไลฟ์สไตล์พันธุ์แกร่งอย่างเหนียวแน่น โดยหลังจากประสบความสำเร็จในการสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจนผ่านตระกูลเรนเจอร์ ไวลด์แทร็ก และ เรนเจอร์ แร็พเตอร์
แบรนด์ได้เดินหน้าขยายพื้นที่ทางการตลาดเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะทางที่ต้องการสมรรถนะขั้นสุด ด้วยการเปิดตัว เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ และ รุ่นแชสซี แค็บ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ใช้งานบรรทุกและลากจูงหนักระดับมืออาชีพโดยเฉพาะ
มิตซูบิชิ และ ฮอนด้า กลายเป็นความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่เขย่าสมรภูมิปิกอัพเมืองไทย เมื่อมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ประกาศทุ่มงบลงทุนเพิ่ม 16,000 ล้านบาทภายในปี 2573
เพื่อพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสำหรับตระกูลไทรทันและปาเจโร ได้บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญกับฮอนด้า ในการร่วมกันพัฒนารถกระบะรุ่นใหม่ภายใต้แบรนด์ฮอนด้าโดยใช้พื้นฐานจากรถกระบะมิตซูบิชิ ไทรทัน
โดยจะใช้โรงงานของมิตซูบิชิที่แหลมฉบัง จังหวัดระยอง เป็นฐานการผลิต และมีกำหนดเปิดตัวลงสนามท้าชนเจ้าตลาดทั้งในไทยและอาเซียนภายในปี 2571
ในขณะที่ค่ายรถญี่ปุ่นและอเมริกันสู้กันอย่างดุเดือด แบรนด์จากฝั่งจีนอย่าง ‘ริดดาร่า’ และ ‘เอ็มจี’ ก็ใช้กลยุทธ์เจาะช่องว่างตลาดด้วยพลังงานทางเลือกและความคุ้มค่า
ริดดาร่า มุ่งเน้นการทำตลาดรถกระบะพลังงานไฟฟ้า 100% ในรุ่น RD6 ที่ให้อารมณ์การขับขี่แบบเอสยูวี จนสามารถกวาดยอดจดทะเบียนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ไปได้ถึง 1,549 คัน ทะยานขึ้นมาอยู่อันดับ 9 ของตารางยอดจดทะเบียนสะสม
ส่วน เอ็มจี ที่มี MG Extender ทำตลาดอยู่แล้ว ก็ยังคงเดินหน้าขยายฐานการผลิตในจังหวัดชลบุรี ครอบคลุมทั้งรถสันดาป ไฮบริด และอีวี ท่ามกลางกระแสการปักฐานลงทุนโรงงานอีวีในไทยของทัพใหญ่จากจีน เช่น บีวายดี, เกรท วอลล์ มอเตอร์, ฉางอัน และ จีเอซี ไอออน
ความเคลื่อนไหวทั้งหมดของบิ๊กแบรนด์ยานยนต์ในไทย สะท้อนให้เห็นว่า สมรภูมิรถกระบะได้ก้าวข้ามผ่านยุคของการเป็นเพียงรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์พื้นฐานที่แข่งขันกันด้วยปริมาณ
มาสู่ยุคแห่งการประชันนวัตกรรมขุมพลังที่คุ้มค่าทางภาษี การยกระดับสู่ออปชันไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม ควบคู่ไปกับการปรับบทบาทสู่ฐานการผลิตรถกระบะพลังงานสะอาดระดับโลก ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยประคองห่วงโซ่อุปทานและขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมรถกระบะไทยฝ่ามรสุมเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน
