ยุโรปเผชิญภัยไซเบอร์อีกครั้ง โดยครั้งนี้ ฝ่ายคนร้ายที่ก่อเหตุซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มใด ได้แฮกเข้าไป เพิ่มอุณหภูมิของระบบควบคุมความเย็นของตู้แช่ตามซูเปอร์มาร์เก็ตมากมายใน 7 ประเทศ
คือ สวีเดน เบลเยียม เอสโตเนีย ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก และเนเธอร์แลนด์ จนอาหารแช่เย็นและแช่แข็งในตู้เหล่านั้นละลาย สร้างความเสียหายหลายร้อยล้านยูโร (ประมาณ 3,700 ล้านบาทขึ้นไป)

ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในฝรั่งเศสเมื่อ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา
เรื่องนี้ส่งผลให้เกิดความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับความปลอดภัยด้านไซเบอร์ของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งมีตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน รถยนต์ ไปถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและในวงการอุตสาหกรรม
ปัจจุบันจำนวนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถควบคุมและสั่งการได้ระยะไกลผ่านทั้งแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน และศูนย์ควบคุมต่างๆ ทั่วโลกมีเพิ่มขึ้น
แต่ในทางกลับกัน นี่เป็นการสะท้อนว่าอะไรก็ตามที่เชื่อมต่อออนไลน์ได้ก็เสี่ยงตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์ได้เช่นกัน
ด้านแบรนด์เทคโนโลยีดัง ๆ แม้ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อพัฒนาระบบเหล่านี้ รวมไปถึงระบบรักษาความปลอดภัย และยังไม่มีหลักฐานว่าแฮกเกอร์เจาะระบบเครื่องใช้ไฟฟ้าตามบ้านเรือนในเหตุการณ์ครั้งนี้
แต่ในอดีตเคยมีการทดสอบแล้วว่า ช่องโหว่ของเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะนั้นมีอยู่ สามารถดักจับและโจมตีเพื่อทำการควบคุมได้
เคียรัน มาร์ติน อดีตประธานบริหารศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติสหราชอาณาจักร (เอ็นซีเอสซี) เตือนว่า บริษัทผู้ผลิตควรยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย
ขณะที่ผู้บริโภคเองก็ควรอัปเดตซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยอยู่เสมอ และเปิดใช้งานระบบยืนยันตัวตนหลายชั้น โดยสิ่งที่ต้องเสียไปมีแต่เพียงเวลาเล็กน้อยเท่านั้น
ทอม ฮาเกล จากบริษัทรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ เซนติเนลวัน กล่าวถึงเหตุการณ์ในยุโรปว่า เป็นการชี้ช่องโหว่ และแฮกเกอร์คงอยากอวดว่า คราวหน้าอาจทำมากกว่าแค่ละลายน้ำแข็ง
โดยหากเกิดขึ้นจริง ผลร้ายที่ตามมาคงไม่ใช่แค่เพียงความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น
ความเสี่ยงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือบ้านเรือน แต่นับรวมไปถึงระบบอุตสาหกรรม โรงงานผลิตรถยนต์ โรงไฟฟ้า และระบบประปา ที่ใช้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อเพื่อควบคุมและสั่งการระยะไกลอีกด้วย
ขณะที่ เคน มุนโร ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ยกตัวอย่างว่าในปี 2015 เคยมีแฮกเกอร์แฮกเพื่อเข้าไปควบคุมรถจี๊ป ผ่านระบบความบันเทิงที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

จนค่ายรถไหวตัวและนำไปสู่การปรับปรุงความปลอดภัยในอุตสาหกรรมยานยนต์ครั้งใหญ่
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ควรกังวลต่อภัยไซเบอร์มากที่สุดในปัจจุบันคือบริษัทบริการด้านสาธารณูปโภคขนาดเล็ก อย่างโรงไฟฟ้าและโรงจ่ายน้ำต่าง ๆ ที่มีงบประมาณจำกัด และยังคงใช้อุปกรณ์รุ่นเก่าที่มีช่องโหว่
ดังนั้น จึงต้องมีมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังที่รัดกุม โดยหากเป็นไปได้ก็ควรมีมาตรฐานเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน
ทั้งนี้ บริษัทผู้ผลิตตู้แช่สำหรับซูเปอร์มาร์เก็ต เริ่มมีการใช้ระบบควบคุมออนไลน์มาตั้งแต่ปี 2010 เพื่อความสะดวก ลดค่าใช้จ่าย และการใช้กำลังคน โดยอย่างหลังมีการประเมินว่าจะสามารถลดลงไปได้มากถึง 30% เลยทีเดียว
ทว่าก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้นตามมา นั่นคือเกิดการทำงานแยกส่วนและไม่เชื่อมโยงกันตามที่ควรจะเป็น โดยขณะที่บริษัทตู้แช่ควบคุมเครื่องจากสำนักงานใหญ่หรือสาขา
แต่ตู้แช่ก็ถือเป็นทรัพย์สินของซูเปอร์มาร์เก็ต โดยมีฝ่ายไอทีของซูเปอร์มาร์เก็ตดูแลระบบอินเทอร์เน็ตอีกที
ขณะเดียวกัน การอัปเดตระบบความปลอดภัยก็ยังถูกละเลยอีก ท่ามกลางรายงานว่า ตู้แช่ส่วนใหญ่ที่ถูกแฮกในยุโรปครั้งล่าสุดนี้ผลิตและดูแลระบบโดย เดนฟอสส์ บริษัทใหญ่ด้านระบบทำความเย็นและพลังงานยุโรป
แต่ 80% ของตู้แช่เหล่านั้นกลับไม่ได้อัปเดตเฟิร์มแวร์ เปิดช่องให้แฮกเข้ามาได้อย่างไม่ยากเย็น จนสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ ต่อทั้งบริษัท ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ซื้อตู้แช่ไปใช้ และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวยุโรป / bbc, euronews
