ทรู คอร์ปอเรชั่น กางแผนปี 2570 ลุยติดสปีด-ขยายผลโมเดลการทำงาน เปลี่ยนศักยภาพเอไอ เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจเต็มขั้น หลังเริ่มเห็นสัญญาณบวกธุรกิจจากผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ลุยต่อยอดการเติบโตสู่ปีที่ 2 หลังควบรวมดีแทค

คุณซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากการควบรวมกิจการกับ ดีแทค (dtac) ผ่านไป 1 ปีครึ่ง จุดโฟกัสหลักในช่วงแรกของบริษัทคือการรวมโครงข่ายเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อสร้างประสิทธิภาพสูงสุดและส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้า

เห็นการเติบโตและสัญญาณบวกทางธุรกิจที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ สะท้อนจากผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ที่มีรายได้จากการให้บริการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขับเคลื่อนโดยธุรกิจมือถือและอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่เติบโต 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

แบ่งเป็นบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 1.8 ล้านเลขหมาย ดันรายได้จากการให้บริการเติบโต 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และบริการธุรกิจออนไลน์ที่มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 125,000 เลขหมาย รายได้เติบโต 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่งผลให้ไตรมาส 3/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6,700 ล้านบาท เติบโตถึง 4.2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่คะแนนความพึงพอใจของลูกค้าเพิ่มขึ้นถึง 48% สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ปริมาณการใช้งานข้อมูลดิจิทัลของคนไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและกระจายตัวไปทั่วทุกภูมิภาค สอดคล้องกับภาพรวมปี 2570 ที่คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยจะขยายตัวสูงถึง 6.7% สวนทางกับคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่เติบโต 2.1%

ประกอบกับประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของการใช้งานปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ และระยะเวลาการรับชมวิดีโอบนยูทูบสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ส่วนตลาดอีคอมเมิร์ซและบริการออนดีมานด์ก็เติบโตเป็นอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รวมถึงในช่วงปี 2567-2569 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้อนุมัติการลงทุนในธุรกิจศูนย์ข้อมูล หรือ ดาต้าเซ็นเตอร์ สูงถึง 750,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมด้านอธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์และโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์

ขณะที่ขีดความสามารถในการทำงานของปัญญาประดิษฐ์เพิ่มขึ้น 2 เท่าทุก 4 เดือน แต่ต้นทุนการเข้าถึงกลับลดลงถึง 280 เท่า ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการสร้างการเติบโตของบริษัท

ส่วนวัฒนธรรมของคนทำงานในองค์กรเพื่อรองรับการก้าวสู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์เป็นหลัก อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ จากการถอดความหมายของค่านิยมองค์กร 4C

โดย C ตัวแรกจาก Caring (แคริ่ง) ใส่ใจเพื่อส่วนรวม ห่วงใยทั้งลูกค้าและพนักงาน, C ตัวที่สองจาก Credible (เครดิเบิล) เชื่อมั่นเพื่อเป็นที่ไว้วางใจ ทำตามสิ่งที่พูดและไม่สัญญาเกินจริง, C ตัวที่สามจาก Creative (ครีเอทีฟ) สร้างสรรค์เพื่อก้าวสู่สิ่งใหม่ด้วยกัน พัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และ C ตัวที่สี่จาก Courage (เคอเรจ) กล้าทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง เปิดบรรยากาศการทำงานที่ปลอดภัยให้พนักงานกล้าคิดและกล้าแสดงความคิดเห็น

ขณะที่คีย์เวิร์ดซึ่งบริษัทใช้สื่อสารเพื่อปลุกพลังคนในองค์กรอย่าง “คุณเก่ง…ทรูก็เก่งด้วย” มาจากการที่บริษัทเชื่อว่าหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านองค์กรด้วยปัญญาประดิษฐ์เป็นเรื่องของมนุษย์ ที่นำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางความคิด การตัดสินใจ และการให้บริการลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

โดยบริษัทตั้งเป้าให้พนักงาน 70% ใช้งานปัญญาประดิษฐ์ในการทำงานประจำวัน และอีก 30% ใช้งานในระดับขั้นสูงนั่นเอง

สำหรับทิศทางของ ทรู คอร์ปอเรชั่น นับจากนี้ในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ตามแผนยุทธศาสตร์สู่ปี 2570 บริษัทให้ความสำคัญกับการรักษาโมเมนตัมการเติบโตและเปลี่ยนศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ให้เป็นคุณค่าทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

โดยไม่ได้มองปัญญาประดิษฐ์เป็นเพียงเครื่องมือสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการรายชิ้นเท่านั้น แต่เป็นการสร้างธุรกิจขึ้นใหม่จากกระบวนทัศน์ใหม่ และออกแบบโมเดลการทำงานขึ้นใหม่ในทุกกระบวนการตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ

แนวทางหลักของบริษัทจะขับเคลื่อนผ่านกรอบกลยุทธ์ก้าวใหญ่ 4 แกนหลัก ได้แก่ ด้านประสบการณ์ลูกค้า ที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านโครงข่าย ยกระดับความเสถียรของบรอดแบนด์ และส่งมอบบริการแบบไร้รอยต่อด้วยปัญญาประดิษฐ์

ด้านการเติบโต ที่ต่อยอดพลังระบบนิเวศของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี กรุ๊ป) และบริษัท อะไรซ์ เพื่อปลดล็อกโอกาสเติบโตใหม่ที่เหนือกว่าบริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทั่วไป

ด้านปัญญาประดิษฐ์ ที่ใช้เทคโนโลยีพลิกโฉมการดำเนินงานทั้งองค์กรและขยายการเข้าถึงให้ทุกคนใช้เป็น และด้านบุคลากร ที่หลอมรวมปัญญาประดิษฐ์เข้ากับวิธีคิดและการทำงาน พร้อมพัฒนาทักษะพนักงานเพื่อสร้างผู้นำแห่งอนาคต

พร้อมกันนี้ บริษัทได้ทลายกำแพงการจัดเก็บข้อมูลแบบแยกส่วนในอดีต โดยรวบรวมข้อมูลทั้งระบบโครงข่าย บริการโทรทัศน์ และบริการออนไลน์ เข้าสู่ฐานข้อมูลกลางเพียงหนึ่งเดียวที่เชื่อมโยงทั้งองค์กร

และจัดสรรรูปแบบการทำงานออกเป็น 2 ส่วน คือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านแบบรวมศูนย์ที่ทำหน้าที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน และกลุ่มทีมงานคล่องตัวสูงที่มุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ซึ่งกระจายอยู่ตามภาคส่วนต่าง ๆ ของธุรกิจ

ภาพรวมการดำเนินงานและแผนการปรับโฉมธุรกิจในแต่ละมิติหลังจากนี้ เริ่มจากการพัฒนาระบบโครงข่ายอัจฉริยะและโครงข่ายอัตโนมัติ ซึ่งโครงข่ายถือเป็นหัวใจพื้นฐานของธุรกิจโทรคมนาคม

โดยบริษัทได้พัฒนาโครงข่ายเสมือนบนโลกดิจิทัลที่ทำงานคู่ขนานไปกับโครงข่ายกายภาพ ครอบคลุมตั้งแต่สถานีฐาน ใยแก้วนำแสง ระบบไฟฟ้า ไปจนถึงศูนย์ข้อมูล เพื่อติดตามสภาพการจราจรของข้อมูลทั่วประเทศแบบทันท่วงที เสมือนการดูแผนที่จราจรบนกูเกิลแมปส์

เพื่อก้าวสู่การเป็นโครงข่ายอัตโนมัติที่สามารถคาดการณ์ ตัดสินใจ ลงมือทำ และเรียนรู้ได้เอง ผ่าน 4 ขั้นตอนสำคัญ เริ่มจากการสร้างเน็ตเวิร์กจำลองเพื่อให้มองเห็นข้อมูลทุกมิติและใช้ทดสอบสถานการณ์จำลองในการปรับความจุสัญญาณล่วงหน้า

ตามด้วยการสลับสัญญาณและปรับโยกย้ายความจุโครงข่ายโดยอัตโนมัติไปยังพื้นที่ที่มีผู้ใช้งานหนาแน่นเพื่อให้เชื่อมต่อได้ไม่สะดุด เช่น สนามกีฬาหรือสถานที่จัดงานอีเวนต์

รวมถึงการคาดการณ์ความผิดปกติล่วงหน้าและซ่อมบำรุงก่อนเกิดปัญหาขัดข้อง ซึ่งช่วยลดเวลาการแก้ไขปัญหาลงเหลือเพียง 12 ชั่วโมง และทำงานได้เร็วขึ้นหลายเท่า ตลอดจนการใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแม่นยำเพื่อตัดสินใจจัดลำดับความคุ้มค่าในการลงทุนขยายโครงข่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้า

มาที่การบริหารจัดการพื้นที่ตลาดระดับย่อย หรือ นาโนคลัสเตอร์ บริษัทได้เปลี่ยนแนวทางการบริหารพื้นที่จากเดิมที่ควบคุมจากส่วนกลางและแบ่งตามภูมิภาค จังหวัด หรืออำเภอ มาเป็นการกระจายอำนาจสู่ทีมหน้างาน

โดยซอยย่อยพื้นที่ตลาดทั่วประเทศออกเป็นขนาด 600 x 600 เมตร กว่า 6,600 พื้นที่ และขยายความละเอียดเชิงลึกถึง 66,600 พื้นที่ย่อยทั่วประเทศ โดยมีพนักงานผู้นำพื้นที่กว่า 1,100 คน ทำหน้าที่เป็น ‘มินิ ซีอีโอ’

บริษัทได้ปรับวิธีคิดให้มินิ ซีอีโอ มีความเป็น ‘เถ้าแก่’ ที่ดูแลรับผิดชอบเป้าหมายรายได้และบริหารกำไรขาดทุนในพื้นที่ของตนเอง พร้อมติดอาวุธให้ทีมหน้างานด้วยบริการข้อมูลเชิงลึกและอินไซต์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ผ่านโทรศัพท์มือถือ

เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลรอบด้านแบบ 360 องศา ทั้งสถานะโครงข่าย ช่องทางการขาย ยอดขาย ข้อร้องเรียน รวมถึงมีระบบช่วยวางแผนเส้นทางลงพื้นที่ประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพ และเปลี่ยนจากการดูแลลูกค้าแบบแบ่งตามกลุ่มก้อน มาเป็นการเข้าใจและรู้ใจความต้องการของลูกค้ารายบุคคลอย่างเฉพาะเจาะจง

ทำให้ทีมงานรู้ทันทีว่าเมื่อเดินเข้าบ้านแต่ละหลังควรพูดคุยและนำเสนอขายอะไร โดยก้าวข้ามการขายแยกตามรายผลิตภัณฑ์ไปสู่การนำเสนอโซลูชันที่เหนือกว่าแค่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต อาทิ การเสนอขายแผงโซลาร์เซลล์ หรืออุปกรณ์อัจฉริยะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เหมาะสมกับบ้านแต่ละหลัง

นอกจากนี้ ยังเตรียมปรับระบบรายงานผลบนมือถือให้เป็นระบบสนทนาอัจฉริยะเพื่อโต้ตอบและขอคำแนะนำในการทำงานได้ทันที ซึ่งช่วยลดเวลาการนั่งอ่านรายงานประจำวันจากเดิม 1 ชั่วโมง เหลือเพียง 5-10 นาที เพื่อนำเวลาที่เหลือไปดูแลลูกค้าได้มากขึ้น

โดยมีสถาบันฝึกอบรมของทรูช่วยสอนการวางแผนงาน มีระบบประเมินผลเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ให้พนักงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติเพื่อสร้างความผูกพันในองค์กร

ส่วนการปฏิรูปกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร บริษัทได้ยกเครื่องกระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมดเพื่อชิงโอกาสในตลาดลูกค้าองค์กร ซึ่งข้อมูลจากสมาคมจีเอสเอ็ม (GSMA) ระบุว่ามีสัดส่วนคิดเป็น 30% ของรายได้รวมโดยเฉลี่ยของผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำระดับโลก โดยมุ่งโฟกัสกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความท้าทายและมีศักยภาพเติบโตสูงอย่างอุตสาหกรรมการผลิตและนิคมอุตสาหกรรม

ด้วยการปรับบทบาทของเจ้าหน้าที่ดูแลลูกค้าองค์กร ซึ่ง 1 คนต้องดูแลลูกค้า 200-600 บัญชี จากเดิมที่เป็นเพียงพนักงานขายสินค้า สู่การเป็นที่ปรึกษาและพันธมิตรดิจิทัลโซลูชันที่ธุรกิจไทยไว้วางใจ

พร้อมกลับสมการการทำงานเป็นสัดส่วน 70 ต่อ 30 เพื่อเพิ่มเวลาในการพบปะพูดคุยและดูแลลูกค้าเชิงลึกเป็น 70% และลดเวลาการค้นคว้าข้อมูลทำเอกสารข้อเสนอโครงการลงเหลือ 30%

โดยมีแพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะเพื่อการขายที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าแบบรอบด้าน 360 องศา เข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน ข้อร้องเรียน จัดลำดับความสำคัญของบัญชีลูกค้า และจับคู่โซลูชันระดับโลก

ไม่ว่าจะเป็นระบบคลาวด์ ระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ปัญญาประดิษฐ์ หรือโครงข่าย 5G เพื่อสร้างข้อเสนอโครงการให้อัตโนมัติ พร้อมแนะนำแนวทางการนำเสนอขายที่เหมาะสมที่สุดในขั้นตอนถัดไป

ส่งผลให้อัตราการชนะงานของทีมลูกค้าองค์กรเพิ่มขึ้น 7.1% ต่อเดือน อีกทั้งยังเป็นการช่วยเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มผลิตภาพให้กับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

ด้านธุรกิจคอนเทนต์และมีเดีย บริษัทเดินหน้าปลดล็อกโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ นอกเหนือจากบริการเชื่อมต่อสัญญาณ ผ่านการผนึกกำลังกับพันธมิตรระดับโลกใน 3 กลุ่มธุรกิจ

เริ่มจากธุรกิจสตูดิโอผลิตภาพยนตร์และซีรีส์ ที่ร่วมทุนกับ ซีเจ อีเอ็นเอ็ม (CJ ENM) สร้างสรรค์ซีรีส์ไทยที่มียอดผู้ชมอย่างสูง อย่าง ‘Bad Guys’ และร่วมทุนกับ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ในนาม ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม สร้างภาพยนตร์ไทยที่มียอดรับชมอย่างสูงบนเน็ตฟลิกซ์ เรื่อง ‘The Whole Truth ปริศนารูหลอน’

ต่อด้วยธุรกิจการแสดงสดและโชว์บิซ ที่ร่วมทุนกับ เอสเอ็ม เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ในนาม เอสเอ็ม ทรู สร้างคอมมูนิตี้เคป๊อปที่บัตรคอนเสิร์ตขายหมดเร็วที่สุด และร่วมทุนกับ เดอะแบล็กเลเบิล ในนาม เดอะแบล็กซี เพื่อเป็นประตูเชื่อมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยสู่ตลาดโลก

และธุรกิจคอนเทนต์ดิจิทัลและเกม ที่จับมือพันธมิตรแพลตฟอร์มชั้นนำอย่างยูทูบและติ๊กต็อก ดูแลเครือข่ายครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์กว่า 1,000 ราย ที่มียอดผู้ชมรวมกว่า 20,000 ล้านวิวต่อปี ผ่านออนไลน์ สเตชั่น และ เดอะ เลมอน ช็อต

รวมถึงร่วมทุนกับ จัมโบ้ จัมพ์ส สตูดิโอเกมชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความร่วมมือกับ ทีวี โตเกียว พัฒนาเกม ‘Nice to Z You’ ตลอดจนการเป็นผู้สนับสนุนหลักรายการ ‘เดอะ วอยซ์ เสียงจริง ตัวจริง 2026’ ออกอากาศทางช่องทรูโฟร์ยู และแอปพลิเคชัน ทรูวิชั่นส์ นาว

ส่วนด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายระหว่างประเทศ ท่ามกลางแนวโน้มภัยคุกคามทางไซเบอร์และมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่มีความซับซ้อนขึ้นตามพัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ บริษัทได้วางมาตรการป้องกันไว้ 3 ระดับหลัก

เริ่มตั้งแต่ระดับนโยบายและการควบคุมบุคลากรภายในอย่างเคร่งครัด อาทิ การกำหนดระเบียบการใช้อีเมลและห้ามนำคอมพิวเตอร์ส่วนตัวมาเชื่อมต่อระบบบริษัทเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล

ระดับการตรวจสอบประเมินช่องโหว่ของระบบอย่างสม่ำเสมอโดยผู้เชี่ยวชาญและแฮกเกอร์หมวกขาว พร้อมจัดตั้งบริษัท ทรู ไซเบอร์ เพื่อดูแลความปลอดภัยโครงข่ายของทรูและให้บริการแก่องค์กรธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีงบประมาณวางระบบเอง

และระดับการออกแบบสถาปัตยกรรมโครงข่ายให้มีความปลอดภัยตั้งแต่วันแรก ควบคู่กับการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลตามระดับความสำคัญ และจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังความปลอดภัยทางไซเบอร์ตลอด 24 ชั่วโมง ที่เชื่อมโยงข้อมูลการเตือนภัยระดับสากล ร่วมกับการกระชับความร่วมมือกับผู้ให้บริการระบบคลาวด์ระดับโลกอย่าง ไมโครซอฟท์ และ กูเกิล

ขณะที่ประเด็นความกังวลเรื่องเหตุการณ์ตัดสายเคเบิลใต้น้ำจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง บริษัทได้ประเมินความเสี่ยงและเตรียมระบบโครงข่ายสำรองไว้อย่างมั่นคง

โดยเส้นทางสายเคเบิลภาคพื้นดินและใต้น้ำหลักของทรูเชื่อมต่อผ่านสิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง จึงมีความปลอดภัยสูงและได้รับผลกระทบในระดับต่ำมาก พร้อมสร้างความมั่นใจในการใช้งานอย่างต่อเนื่องให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม