“Tong Garden” เป็นแบรนด์ที่มีสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่ถั่ว สาหร่าย ผลไม้อบแห้ง ไปจนถึงขนมขบเคี้ยวหลายชนิด
ความพิเศษของแบรนด์นี้ คือ “หน้าร้านเป็นของตัวเอง” พบได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป
เบื้องหลังของร้านนี้เป็นถึงอาณาจักรธุรกิจระดับเอเชีย มีจุดเริ่มต้นเมื่อ 63 ปีก่อน จากธุรกิจขายถั่วลิสงเล็กๆ ที่มีเพียงจักรยานและโรงงานหลังคาสังกะสีเท่านั้น
เฉพาะแค่ในประเทศไทยอย่างเดียว อาณาจักรนี้ทำรายได้ปีละประมาณ 1,700 ล้านบาท
Tong Garden ก่อตั้งโดย Ong Tong Guan ชาวจีนที่อพยพมาจากมณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ไปตั้งรกรากอยู่ในสิงคโปร์
เริ่มธุรกิจในปี 1963 (พ.ศ. 2506) จากการขายถั่วลิสงเม็ดใหญ่
ต้นทุนมีแค่จักรยานหนึ่งคัน กับโรงงานหลังคาสังกะสีขนาดเล็ก และเริ่มจากพนักงานในช่วงแรกแค่ไม่กี่คนเท่านั้น
หลังจากนั้นก็ขยายธุรกิจออกสู่ตลาดอื่น ทั้งมาเลเซีย ฮ่องกง และเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการในปี 1989 (พ.ศ. 2532)
รวมถึงขยายไปสู่ตลาดใหญ่อย่างจีน อินเดีย อินโดนีเซีย และออสเตรเลียในเวลาต่อมา
ในด้านผลิตภัณฑ์ แม้จุดเริ่มต้นของธุรกิจจะมาจากถั่วลิสงเม็ดใหญ่ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แบรนด์เติบโตได้อย่างรวดเร็วคือ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และพิสตาชิโอ
ควบคู่ไปกับการใช้นวัตกรรม “ซองฟอยล์” เพื่อรักษาความสดใหม่และกรอบอร่อยของถั่ว ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญในยุคนั้น
ทุกวันนี้สินค้ามีความหลากหลายครอบคลุมหลายหมวด ตั้งแต่ถั่ว ผลไม้อบแห้ง ธัญพืช บิสกิต ขนม ไปจนถึงเนยถั่ว
มีหลายแบรนด์อยู่ในเครือเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายต่างกัน เช่น Tong Garden สำหรับแบรนด์หลัก Sun Gift สำหรับผลไม้อบแห้ง และ NutriOne สำหรับสินค้าที่เน้นสุขภาพโดยเฉพาะ
สิ่งที่น่าสนใจในเชิงกลยุทธ์การจัดจำหน่ายคือ แม้จะทำธุรกิจในหลายประเทศ แต่รูปแบบร้านค้าของแต่ละประเทศกลับไม่เหมือนกันเลย
เฉพาะในไทย มีหน้าร้านชื่อ Tong Garden กระจายอยู่ทั่วประเทศ พบได้ตามห้างสรรพสินค้า เช่น บิ๊กซี และโลตัส เป็นช่องทางขายอีกทาง นอกเหนือจากการฝากขายตามโมเดิร์นเทรด
ส่วนที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นต้นกำเนิด กลับมีหน้าร้านแค่สาขาเดียว อยู่ที่สนามบินชางงี
ขณะที่ตลาดอื่นๆ กระจายสินค้าผ่านร้านค้าปลีกและออนไลน์เท่านั้น ไม่มีหน้าร้านของตัวเอง
สาเหตุที่มีหน้าร้านแค่ในไทยเป็นเพราะโครงสร้างการบริหารงานภายในเครือที่แยกกันภายในตระกูล
ในไทยมีผู้บริหารหลัก คือ Ong Tek Chuan ลูกชายของผู้ก่อตั้ง ดูแลโดยตรงตั้งแต่ปี 1995
มีบริษัทหลักที่ใช้ดำเนินธุรกิจอยู่ 2 แห่ง คือ บริษัท ทองการ์เด้น จำกัด และบริษัท นัทแคนดี้เฮ้าส์ จำกัด
ด้วยความที่ดำเนินธุรกิจในไทยมายาวนานทำให้สามารถสร้างเครือข่ายค้าปลีกและขยายสาขาเข้าไปอยู่ในห้างสรรพสินค้าได้ตั้งแต่ต้น
การมีหน้าร้านเป็นของตัวเองทำให้ Tong Garden มีอิสระในการนำเสนอสินค้าได้มากกว่าการฝากขายตามร้านค้าปลีกทั่วไป
เพราะเมื่อมีสินค้าหลายหมวด หลายขนาด และหลายระดับราคา การนำสินค้าทั้งหมดไปวางอยู่บนชั้นวางของร้านอื่น อาจมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และการจัดเรียงสินค้า
แต่เมื่อมีหน้าร้านของตัวเอง ก็สามารถเลือกจัดวางสินค้าได้ตามต้องการ
อีกทั้งการเลือกทำเลตามห้างสรรพสินค้า ยังช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคที่เดินห้างเป็นประจำได้อยู่เรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องรอให้ลูกค้าตั้งใจเดินไปหาสินค้าบนชั้นวางขนมเท่านั้น
นอกจากนี้ หน้าร้านยังสามารถเพิ่มลูกเล่นในการขายได้อีก เช่น การทำป๊อปคอร์นผ่านตู้ การจัดโปรโมชั่น หรือการนำสินค้าหลายประเภทมาจัดชุดเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าหยิบซื้อเพิ่ม
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่แบรนด์สามารถออกแบบประสบการณ์การซื้อได้เองมากขึ้น
เมื่อดูจากผลประกอบการในปี 2568 ก็สะท้อนให้เห็นขนาดของธุรกิจในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
บริษัท ทองการ์เด้น จำกัด มีรายได้ 1,640 ล้านบาท กำไรสุทธิ 113 ล้านบาท
ส่วนบริษัท นัทแคนดี้เฮ้าส์ จำกัด มีรายได้ 193 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 1.9 ล้านบาท
รวมรายได้ของทั้งสองบริษัทอยู่ที่ 1,833 ล้านบาท
กรณีของ Tong Garden เป็นตัวอย่างของธุรกิจที่เริ่มต้นจากสินค้าธรรมดาอย่างถั่วลิสง
แต่สามารถเติบโตได้ด้วยการยกระดับคุณภาพ ขยายไลน์สินค้า และสำหรับตลาดประเทศไทยคือ มีหน้าร้านเป็นช่องทางจัดจำหน่ายของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งร้านคนอื่นเพียงอย่างเดียว
จากโรงงานหลังคาสังกะสีในวันนั้น ก็สามารถกลายเป็นธุรกิจใหญ่หลายพันล้านได้ในวันนี้
