ตลาดเดลิเวอรี่ 2562 ภาพรวม โอกาส และการแข่งขัน กรณีศึกษา MINOR FOOD รวม 7 ร้านอาหารไว้ใน App เดียว

ย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้วคนไทยได้รู้จักเทรนด์การสั่งอาหาร Delivery ผ่าน Call Center โดยมี Pizza Hut  เป็นร้านแรก ซึ่งเวลานั้นอยู่ในการบริหารของ “MINOR FOOD” (ปัจจุบัน Pizza Hut อยู่ในมือตระกูล ”มหากิจศิริ” ซึ่งเป็นผู้ซื้อแฟรนไชส์มาจาก ยัม เรสเทอรองตส์)

จากนั้น MINOR FOOD ก็ขยายแพลตฟอร์ม Delivery ที่มีทั้งระบบ Call Center และสั่งผ่านหน้าเว็บไซต์ของแต่ละแบรนด์อาหารในมือตัวเอง อาทิ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, สเวนเซ่นส์, เบอร์เกอร์ คิง เป็นต้น

นั่นแปลว่า…แต่ละแบรนด์นั้นแยกกันทำตลาด Delivery ออกจากกันอย่างชัดเจน ทีนี้ MINOR FOOD เลยมามองว่าการที่ตัวเองมีถึง 7 แบรนด์อาหารที่หลากหลายและครอบคลุมตั้งแต่ไอศกรีมซึ่งเป็นของหวานจนถึงอาหารหนักอย่าง Pizza หรือ สเต็ก ซิซซ์เลอร์ เป็นต้น

หากสามารถรวมให้ 7 ร้านนี้บรรจุลงอยู่ในร้านค้าออนไลน์เพียงร้านเดียวได้ นอกจากจะตอบโจทย์ลูกค้าตัวเองแล้วนั้น ก็มีโอกาสสูงที่จะเพิ่มยอดสั่งซื้อต่อบิลเพิ่มขึ้น

เพราะลูกค้า 1 คน 1 ออเดอร์อาจไม่ได้สั่งแค่ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี อย่างเดียวแต่อาจสั่ง Swensen’s เพิ่มและแบรนด์อาหารอื่นๆ ในเครือ

ที่สำคัญยังเป็นการเปิดช่องทางใหม่บางแบรนด์ของตัวเองที่ไม่เคยขาย Delivery อย่าง ซิซซ์เลอร์ เป็นต้น

เป็นแนวคิดตั้งต้นที่ทำให้เกิด Application ที่ชื่อว่า “1112 Delivery” ที่รวมร้านอาหาร 7 แบรนด์ของ MINOR FOOD อยู่ใน 1 App ที่มีทั้ง เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, สเวนเซ่นส์, ซิซซ์เลอร์, แดรี่ ควีน, เบอร์เกอร์ คิง, เดอะ คอฟฟี่ คลับ และ ไทย เอ็กซ์เพรส

เปิดเกมรุก ตลาดเดลิเวอรี่

“เราเริ่มต้นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกับใช้โปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 หากลูกค้าซื้อผ่าน App 1112 Delivery จนถึงสิ้นเดือนมีนาคม เป้าหมายก็เพื่อกระตุ้นให้ยอดดาวน์โหลด App เมื่อถึงสิ้นปี 2019 จะต้องมี 1 ล้านดาวน์โหลด”

“และจะทำให้ยอดขายในช่องทาง Delivery ทุกแบรนด์เติบโตจากปีที่ผ่านมามียอดขายช่องทาง Delivery รวมกันทุกแบรนด์ 3,000 ล้านบาท และเมื่อถึงสิ้นปีตั้งเป้าไว้ที่ 4,500 ล้านบาท” ประพัฒน์ เสียงจันทร์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เบอร์เกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บอกถึงเป้าหมายยอดขายที่เติบโตในช่องทาง Delivery ของ MINOR FOOD

โดยโมเดลนี้ MINOR FOOD จะเริ่มต้นในกรุงเทพฯ และค่อยๆ ต่อยอดไปยังหัวเมืองใหญ่ๆ ในแต่ละภาคไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่, พัทยา, และขอนแก่น เป็นต้น

และแม่ทัพหลักที่จะขับเคลื่อน Delivery ทั้ง 7 แบรนด์ใน MINOR FOOD ก็ต้องเลือกแบรนด์ที่มีความพร้อมอันดับ 1 ทั้งจำนวนสาขาและพนักงาน Delivery มากที่สุดนั้นคือ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ที่มี 398 สาขา และพนักงาน Delivery ที่มี 3,000 คน

ความยากของโมเดล “112 Delivery” ก็คือจากเดิมที่พนักงาน Delivery 1 คนส่งแต่ พิซซ่า และ สเวนเซ่นส์ (บางสาขาของ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี มีตู้แช่ สเวนเซ่นส์)

แต่เวลานี้หากลูกค้าสั่งอาหารใน 1 ออเดอร์อาจจะมีทั้งเดอะ พิซซ่า คอมปะนี, เบอร์เกอร์, ซิซซ์เลอร์, ใน 1 ออเดอร์

โจทย์คือจะทำอย่างไรให้ 1 ออเดอร์ที่มีถึง 3 ร้านอาหารสามารถส่งถึงมือลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“เมื่อมีออเดอร์เราก็จะดูว่าใน 3 แบรนด์นี้สาขาไหนที่มีโลเคชั่นใกล้เคียงกัน ก็จะมีคำสั่งออเดอร์อาหารไปยังสาขา จากนั้นก็มาดูว่าใน 3 เมนูอาหารนี้อันไหนเสร็จก่อนก็จะให้พนักงาน Delivery ไปรับสินค้านั้นก่อน ไล่ไปตามลำดับจนครบแล้วส่งให้ลูกค้า” 

เพราะฉะนั้นการจะทำให้ระบบส่งอาหารนี้สามารถเชื่อมกันแบบไร้รอยต่อก็คือจำนวนสาขาของแต่ละแบรนด์ และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ช่วงเริ่มต้น “MINOR FOOD” เริ่มต้นแค่ในกรุงเทพฯ เป็นตลาดหลัก

นั่นเพราะทั้ง 7 แบรนด์ร้านอาหารในเครือ MINOR FOOD  มีสาขากระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล นับเฉพาะผู้ทำหน้าที่ส่งอาหารอย่าง เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ที่มี 298 สาขา

โดย 70% ของจำนวนสาขาทั้งหมดอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ อีกทั้งพนักงานส่งอาหารที่มีทั้งหมด 3,000 คนทั่วประเทศ แต่มีถึง 2,000 คนเลยทีเดียวที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ

ทำให้ตลาดหลักในการส่ง Delivery ก็คือพื้นที่กรุงเทพฯ 

แล้วทำไม  “MINOR FOOD” ไม่ทำสาขาโมเดลใหม่ที่รวมครัวทั้ง 7 แบรนด์ให้อยู่ในทีเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ 1 ออเดอร์สามารถจบได้ในสาขาเดียว

“คิดได้ แต่ทำไม” คือคำตอบของ ประพัฒน์ เสียงจันทร์ ผู้บริหาร MINOR FOOD

“เราก็คิดโมเดลนี้แต่ทำไม่ได้ เพราะใน 7 แบรนด์ที่อยู่ในมือนั้นมีบางแบรนด์ที่เราซื้อสิทธิแฟรนไชส์จากต่างประเทศ ซึ่งเขาซีเรียสมากในเรื่องคุณภาพอาหาร และไม่ต้องการให้ครัวการปรุงอาหารอยู่ปนกับแบรนด์อื่นๆ เพราะกลัวจะทำให้รสชาติอาหารจะด้อยลง”

แม้จะไม่เอ่ยชื่อว่าแบรนด์อะไรแต่ก็พอจะเดาได้ไม่ยากนั้นคือ เบอร์เกอร์ คิง, สเต็ก ซิซซ์เลอร์, ที่เป็นแบรนด์ร้านอาหารระดับโลกที่ MINOR FOOD ซื้อแฟรนไชส์มาทำธุรกิจในไทย

แต่ก็ใช่ว่าจะมีสินค้า 2 แบรนด์อยู่ใน 1 ร้านไม่ได้เพราะที่ผ่านมาเราก็ได้เห็นร้าน เดอะ พิซซ่า คอมปะนี มีตู้แช่ไอศกรีมสเวนเซ่นส์ ที่ลูกค้าสามารถสั่งซื้อพิซซ่าพร้อมไอศกรีมได้ทันที

อย่างไรก็ตาม เมื่อ Application 1112 Delivery ถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ก็ใช่ว่าช่องทางหน้าเว็บไซต์และ Call Center ของ 2 แบรนด์อย่าง เดอะ พิซซ่า คอมปะนี และ เบอร์เกอร์ คิง จะต้องปิดตัว

เพราะยังมีลูกค้าอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังคุ้นชินกับช่องทางเดิมของ 2 แบรนด์นี้ ซึ่งทำให้ MINOR FOOD เลือกที่จะเปิดบริการตามเดิม

ส่วนสิ่งที่น่าติดตามต่อจากนี้คือ หาก Application 1112 Delivery ของ MINOR FOOD แจ้งเกิดและทรงพลังจนสร้างยอดขายได้อย่างมหาศาล

จำนวนลูกค้าสาขาในร้านจะลดลงมากน้อยแค่ไหน?

หากพฤติกรรมลูกค้าในมือตัวเองจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนจากรับประทานในร้านมาสั่งรับประทานในบ้านและที่ทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน