‘ดุสิตธานี’ เปิดโมเดล ‘ดุสิต ฟู้ดส์’ รุกธุรกิจอาหาร ตั้งเป้ารายได้ 3 ปีต้องแตะพันล้าน ส่งอาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุง-ซอสปรุงรส” ของไทย” ลุยตลาดยุโรป
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่ “ดุสิต ฟู้ดส์” ได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน THAIFEX World of Food Asia 2019 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารที่มีผู้คนที่เกี่ยวข้องในแวดวงอุตสาหกรรมอาหารระดับเอเชีย หลังจากบริษัทฯประกาศความตั้งใจขยายการลงทุนเข้าสู่ธุรกิจอาหาร โดยขับเคลื่อนผ่านบริษัทดุสิต ฟู้ดส์ จำกัด
โดยนำร่องด้วยแบรนด์ “ของไทย” ซึ่งเป็นสินค้าอาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุง 4 เมนู ได้แก่ แกงเขียวหวาน แกงมัสมั่น แกงกะหรี่ และก๋วยเตี๋ยวแขก ซึ่งแต่ละเมนูจะมี 2 รูปแบบคือ พร้อมปรุง และแบบเข้มข้นที่สามารถนำไปเพิ่มกะทิและน้ำตามสูตรที่ต้องการ
หลังจากนั้นจะขยายเป็น 8 เมนู ได้แก่ ซอสผัดไทยและซอสปรุงรสต่างๆ เช่น ซอสพริกศรีราชา น้ำปลา ซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรม

โดยเน้นวางจำหน่ายในต่างประเทศเป็นหลักที่ 90% ซึ่งจะโฟกัสไปที่สหรัฐอเมริกาเป็นหลักเนื่องจากเป็นตลาดใหญ่และรู้จักอาหารไทยดีอยู่แล้ว โดยจะเจาะตลาดทั้งออนไลน์กับออฟไลน์
กลุ่มเป้าหมายในช่วงแรกจะเป็นภัตตาคารที่มีระดับ (White Table Cloth) ก่อนจึงขยายไปร้านอาหารทั่วไป (Food Services)
และแบรนด์ ”ของไทย” จะเริ่มวางจำหน่ายล็อตแรกที่สหรัฐอเมริกาในเดือนกันยายนนี้ ก่อนจะขยายไปยังยุโรป เช่น อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส
สำหรับโมเดลธุรกิจของดุสิต ฟู้ดส์ จะสร้างการเติบโตจาก 2 ส่วน นั่นคือ organic ซึ่งเป็นการออกและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เอง และ non-organic คือ การเข้าไปลงทุนในบริษัทต่างๆ โดยจะเน้นลงทุนในธุรกิจที่สามารถเชื่อมต่อ ยกระดับเพิ่มมาตรฐานให้กับธุรกิจที่มีอยู่เดิม
วางเป้าหมายสร้างรายได้จากธุรกิจอาหารรวม 1,000 ล้านบาท ในช่วง 3 ปี (2562-2564) และคาดว่าปีนี้จะมีรายได้จากธุรกิจอาหารไม่น้อยกว่า 400 ล้านบาท
ที่ผ่านมาดุสิต ฟู้ดส์ เข้าไปลงทุนด้วยการถือหุ้น 26% ในบริษัท เอ็นอาร์อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตอาหารที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 25 ปี ผลิตสินค้าส่งออก 25 ประเทศทั่วโลก
และถือหุ้น 51% ในบริษัทเอ็บเพอคิวร์ เคเทอริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำในการให้บริการผลิตอาหารให้กับโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยกว่า 30 แห่ง และวางแผนจะลงทุนเพิ่มอีก 19% รวมเป็นถือหุ้น 70% ในต้นปี 2563

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้เครือดุสิตธานีมาจาก
ธุรกิจโรงแรม 85%
ธุรกิจการศึกษา 15%
ในอนาคตอีก 3 ปีคาดสัดส่วนรายได้จะเป็นดังนี้
ธุรกิจโรงแรม 70%
ธุรกิจอาหาร 20%
ธุรกิจการศึกษา 10%
–
