เกียรตินาคิน เปิดตัว “KK Magic Mirror” มั่นใจฐานลูกค้าโต 20%

ธนาคารเกียรตินาคิน เปิดตัวโมเดลธุรกิจใหม่ KK Magic Mirror โดยการนำเทคโนโลยีมาต่อยอดบริการโดยยังคงรักษา Human Interaction ไว้ พร้อมตั้งเป้าฐานลูกค้าใหม่เติบโต 20%

อนุชิต อนุชิตานุกูล ประธานสายพัฒนาระบบงาน ช่องทางการขายแลผลิตภัณฑ์ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในครั้งนี้ ธนาคารเกียรตินาคิน ได้ทำการเปิดตัว KK Magic Mirror นวัตกรรมการบริการด้านการเงินรูปแบบใหม่ที่มาช่วยให้การเงินเป็นเรื่องง่ายเพียงนิ้วคลิก โดยเป็นเทคโนโลยีที่ยังงคงรักษา Human Interaction ไว้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด โดยเป็นการให้บริการที่ปรึกษาทางการเงินผ่านจอ LED แบบ Interactive ครั้งแรกของประเทศไทย”

ปัจจุบันธนาคารเกียรตินาคิน มีฐานลูกค้าทั้งหมด 2.3 ล้านราย และมีการ Active ผ่านระบบ Digital เพื่อสอบถามข้อมูลมากกว่าเดือนละ 40,000 ราย โดยปี 2561 ตั้งเป้าฐานลูกค้าเติบโตจากปีที่ผ่านมา 20% หรือ 460,000 ราย และสำหรับการ Active ผ่านระบบ Digital นั้นตั้งเป้ามากกว่า 40,000 ราย 

ขณะเดียวกัน KK Magic Mirror จะให้บริการทั้งหมดรูปแบบ คือ 1. การโต้ตอบกับพนักงานเสมือนจริง โดยเพียงตอบข้อมูลทางการเงิน 2 คำถาม ระบบจะสรุปแนวทางการวางแผนการลงทุนเบื้องต้นในรูปแบบเฉพาะบุคคล เพื่อเป็นแนวทางในการเข้ารับคำปรึกษาเรื่องการลงทุนอย่างเต็มรูปแบบที่สาขาธนาคารต่อไป 2. การพูดคุยกับกูรูทางการเงินจากกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรในรูปแบบ Live Video Call ในช่วงกิจกรรมพิเศษ เพื่อตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการวางแผนทางการเงินที่เหมาะสมกับความต้องการ หรือนอกจากช่วงกิจกรรมพิเศษ ลูกค้าก็สามารถติดต่อกับพนักงานได้ทันทีเพื่อซักถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการผ่าน Live Video Call ได้เช่นกัน โดย KK Magic Mirror จะนำร่อง 5 พื้นที่ ได้แก่ ธนาคารเกียรตินาคิน สาขาอโศก ศูนย์การค้าสยาม พารากอน ศูนย์การค้าเค วิลเลจ ศูนย์การค้าซีคอน สแควร์ ศรีนครินทร์ และ อาคารซีพี ทาวเวอร์ 1สีลม ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2561 เป็นต้นไป

และจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่าจำนวนธุรกรรมที่ประชาชนทำผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารและตู้ ATM เหลือเพียง 17% ในปัจจุบัน ขณะที่มีการทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็น 66% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยสาเหตุที่ประชาชนหันมาทำธุรกรรมออนไลน์มากขึ้น

จากกระแสข้างต้นเป็นผลมาจากกระแสเทคโนโลยียุค 4.0 หรือ Industry 4.0 ที่ทำให้การใช้โทรศัพท์มือถือและรูปแบบธุรกิจแบบ Sharing Economy มีมากขึ้น และ บริการพร้อมเพย์หรือการโอนเงินและรับโอนเงินที่ผูกบัญชีเงินฝากธนาคารเข้ากับหมายเลขบัตรประชาชนหรือโทรศัพท์มือถือตามโครงการ National e-Payment ของภาครัฐ ซึ่งช่วยลดทอนค่าธรรมเนียมในการโอนเงินได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยมูลค่าสะสมการทำธุรกรรมโอนเงินผ่านบริการพร้อมเพย์ล่าสุด อยู่ที่ 4 แสนล้านบาท และมีผู้ลงทะเบียนพร้อมเพย์ของบุคคลธรรมดาแล้ว 37 ล้านบัญชี และของนิติบุคคลอีก 4.5 หมื่นบัญชี

ด้านภาพรวมของเศรษฐกิจในปี 2561 นี้ ธนาคารเกียรตินาคิน ประเมินว่า GDP จะอยู่ที่ 3.8% ซึ่งภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักประเทศ โดยภาคเกษตรและภาคเอกชนยังคงฟื้นตัวแต่ไม่เต็มที่ ด้านเศรษฐกิจกิจในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาจะเริ่มมีการฟื้นตัวดีขึ้นเรื่อยๆในเวลาต่อมา