Smartphone เครื่องเดียว “เอาอยู่” Notebook เตรียมสลบ

TheBATTLE-บิีก-SMARTPHONE one - POST-02

เคยสังเกตบางไหม ? ในแต่ละปี Smartphone รุ่นใหม่ระดับ Flagship มีราคาขายเปิดตัวที่สูงขึ้นหากเทียบกับรุ่นเก่าที่เปิดตัววันแรกเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น iphone หรือ Samsung ที่เห็นกันอย่างชินตา

และราคาที่สูงขึ้นก็มาพร้อมสเปคเครื่องขั้นเทพอัพเกรดดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา จนเวลานี้ Smartphone ได้ยกระดับตัวเองเป็น Pocket PC ที่สามารถทำงานทดแทน Notebook อีกทั้งหากต้องการทำงานจริงจังก็ยังสามารถต่อเข้าจอคอมใส่คีย์บอร์ดทำงานได้ทันที

Notebook อ่านเกมตลาดผิดพลาด

สิ่งที่เกิดขึ้นคือตลาด Notebook โดน Effect จาก Smartphone ยอดขายในแต่ละปีลดลงต่อเนื่องจากที่เคยมียอดขาย 1,700,000 เครื่องเมื่อปี 2013 เวลานี้อยู่ที่ประมาณ  1,200,000 เครื่อง โดยแบ่งเป็นกลุ่ม User ธรรมดา 800,000 เครื่อง/ปี ที่เหลือคือลูกค้าองค์กร (ที่มา: เลอโนโว)

นั่นแปลว่ากลุ่มแบรนด์ Notebook เดาเกมตลาดผิดพลาดที่มองว่าหน้าจอ Smartphone ขนาด 5 – 6 นิ้ว User ไม่ตอบรับในการทำงานหรือรับชม Content ต่างๆในโลกออนไลน์ เพราะฉะนั้น User จะต้องซื้อ Notebook อีกเครื่องเพื่อมาทดแทนสิ่งที่ขาดหาย

แต่ภาพความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม เพราะ User จำนวนมากพอใจกับขนาดจอ Smartphone ที่สามารถพกพาได้สะดวกสบายกว่า Notebook

ที่สำคัญไปกว่านั้น บรรดาค่าย Notebook คงไม่มีใครคิดว่าเทคโนโลยี Smartphone จะพัฒนาไปได้ไกลและรวดเร็วใกล้เคียง Notebook

ปรากฎการณ์นี้เองที่ทำให้ Notebook บางค่ายต้อง “ถอนตัว” ไปจากตลาด ที่นี้แบรนด์ไหนเลือกจะ “อยู่ต่อ” คือต้องสร้าง Turning Point ถ้าไม่อยากให้สถานการณ์ตลาด Notebook เลวร้ายไปกว่านี้

2 ทางออกที่ ฉีกหนี”  Smartphone

ทางออกเพื่อความอยู่รอดนั้นมีอยู่ 2 ทาง 1. คือผลิต Notebook ที่มีน้ำหนักเบาบางหนักไม่ถึง 1 กิโลกรัมและต้องเป็นระบบ 2 in 1 ที่สามารถถอดจอเป็น Tablet ไว้พกพาและใช้ทำงานเป็นแป้นพิมพ์มาตรฐาน

ทางที่สองคือการผลิต Notebook สเปคขั้นเทพราคา 30,000 บาทขึ้นไป เพื่อจับกลุ่มลูกค้าสายทำงาน กราฟฟิค จนไปถึงกลุ่ม Gaming ที่ ณ เวลานี้เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยเทรนด์ E Spot ที่บางเกมมีการแข่งขันที่แต่ละครั้งมีการถ่ายทอดสดผ่าน Twitch และใน facebook  มียอดผู้ชมรวมกัน 10 ล้าน View เลยทีเดียว

เพราะบรรดาค่าย Notebook รู้ดีว่าการเล่น Gameing ที่มีกราฟฟิคสูงนั้น ต่อให้ Smartphone ระดับ Flagship ก็ไม่มีทางที่จะมีสเปคเครื่องที่เทียบเท่า Notebook ราคา 30,000 บาทอัพของตัวเองได้เลย

คำถามต่อมาคือแล้ว Notebook ที่ดีไซน์เก่าๆ ตัวเครื่องมีความหนาและน้ำหนักมากกว่า 2 กิโลกรัมที่เวลายังมีสัดส่วนถึง 60% ของตลาด Notebook ในบ้านเราถึงเวลา “Shutdown” ตัวเองได้แล้วหรือยัง ?

หากสังเกตเวลานี้ สิ่งที่พบเห็นนั้นคือมีหลายแบรนด์ที่นำ Notebook เหล่านี้ที่มีสเปคต่ำๆ มาขายกันในราคาถูกอย่างน่าเหลือเชื่อ 5,000 – 7,000 บาท ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น จะเป็นการเคลียร์สต๊อกหรือการขายแบบ Hard Sale เน้นยอดขายสูงแต่กำไรต่อเครื่องบางเฉียบก็ยากจะคาดเดา

แต่ผู้บริหาร “เลอเนโว” และ “เอซุส” ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันในงานแถลงข่าว commart 2017 ว่าในอนาคต Notebook กลุ่มนี้ก็จะสูญหายไปจากตลาด เพราะต่อให้ถูกแค่ไหน ? แต่ User มองว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อ โดยในอนาคตรุ่นที่จะมาแทนที่ยอดขายก็คือกลุ่ม Notebook 2 in 1 เบาบางและกลุ่มสเปคเครื่องขั้นเทพ

เพราะธรรมชาติสินค้า Notebook  นั้นคือเมื่อเทคโนโลยีรุ่นใหม่ๆ มี Volumeในการผลิตสูง และสินค้าออกขายในตลาดมาได้ระยะหนึ่ง ราคาขายหน้าร้านก็จะลดลงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ User ทุกคนรู้ดีและต่างรอให้เวลานั้นมาถึง

ยอดขายน้อยลง แต่เงินมากขึ้น

แล้วเมื่อเกม Notebook เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ด้วย Effect ของ Smartphone คำถามคือเมื่อมีการค่อยๆ เริ่มปรับตัวจากบรรดาผู้ผลิต Notebook ตลาดนี้จะกลับมามียอดขายเติบโตได้อีกครั้งหรือไม่ ?

คำตอบอยู่ที่ผลสำรวจพฤติกรรม User ในตลาดนั้นคือ 1 ใน 5 คนคือลูกค้าคนใหม่ที่ซื้อ Notebook เป็นเครื่องแรก ส่วนอีก 4 คนที่เหลือคือกลุ่มคนที่ใช้ Notebook เป็นประจำแล้วเปลี่ยนเครื่องใหม่เพื่ออัพเกรดสเปคเครื่อง โดยระยะเวลาการเปลี่ยนเครื่องใหม่นาน 3 ปีครึ่งเลยทีเดียว (ที่มา : เลอโนโว)

นั่นแปลว่าตลาด Noteook มีลูกค้าหน้าใหม่น้อยมาก อีกทั้งการเปลี่ยนเครื่องใหม่ของลูกค้าเก่าก็กินเวลานานทำให้มูลค่าตลาดในช่วง 2 ปีอยู่ในสภาวะทรงตัวนั้นคือ 800,000 เครื่อง และปี 2017 มูลค่าตลาดที่ถูกประเมินไว้ในแง่จำนวนเครื่อง ก็ไม่หนีไปจากปีก่อนหน้านี้

สิ่งที่ทำให้ให้ค่ายผู้ผลิต Notebook ยังยิ้มได้นั้นคือแม้ในแง่จำนวนเครื่องจะทรงตัว แต่ในแง่มูลค่ากลับสูงขึ้น เหตุผลสั้นๆ แบบเข้าใจง่ายนั้นคือ “Notebok รุ่นราคาถูกขายได้น้อยลง แต่รุ่นราคาแพงขายได้มากขึ้น”

และหากจะสรุปให้ชัดเจนก็คือทั้งการมาของ Notebook 2 in 1 เครื่องเบาบางและ Notebook สายพันธุ์ Gaming นั้นทำได้แค่พยุงสภาวะตลาดไม่ให้ตกต่ำไปกว่านี้

แต่หากจะให้เกิด Turning Point ในตลาด Notebook ให้หวนกลับมาเติบโตหวือหวาเหมือนอย่างในอดีต หลายค่ายผู้ผลิตต่างเชื่อว่าเทคโนโลยี VR จะมาเป็นแรงขับเคลื่อนยอดขาย แม้ในเวลานี้ NoteBook ที่รองรับระบบ VR จะมีวางขาย แต่ก็ยังมีราคาที่สูงมาก

เพียงแต่สิ่งที่ค่าย Notebook อาจจะรู้อยู่แก่ใจหรือเลือกจะมองข้ามไม่ใส่ใจก็สุดจะคาดเดา นั้นคือบรรดาค่าย Smartphone เองก็เลือกที่จะ Move ไปยังเทคโนโลยี VR เหมือนกันโดยเฉพาะค่าย Samsung ที่ประกาศออกมาแล้วชัดเจน

คงต้องตามดูมวยยกที่สองว่า Notebook จะสลัดตัวเองออกจาก Smartphone ได้อย่างไรในอนาคต ?


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer