ชาบูโค่นบัลลังก์สุกี้ กับเกมโต้กลับของ No. 1

TheBATTLE-บิ๊ก-SHABU - POST-02

TheBATTLE-บิ๊ก-SHABU - POST-03

TheBATTLE-บิ๊ก-SHABU - POST-04

หากพูดถึง “สุกี้” MK แทบจะเป็นร้านเดียวที่ “ผูกขาด” ทั้งในแง่ความรู้สึกของคนทั่วไปและรายได้ที่ในแต่ละปี MK มีรายได้เกิน 10,000 ล้านบาทมีสาขามากกว่า 400 แห่ง ในขณะที่เจ้าเล็กรายอื่นอย่าง Neo Suki ที่มีอยู่ 18 สาขาหรือจะเป็น Coca Suki ที่มี 10 สาขา ก็ไม่ใช่คู่แข่งที่อยู่ในสายตาของ MK เลยแม้แต่น้อย

แล้วอะไรที่สร้างความกังวลใจให้แก่ MK หากมองดูพื้นที่ศูนย์การค้าจะพบร้าน “ชาบู บุฟเฟต์” เต็มไปหมด แล้วที่น่าสนใจคือร้าน “ชาบู บุฟเฟต์” เหล่านี้เต็มไปด้วยลูกเล่นการตลาดแพรวพราวโดยเฉพาะ 2 ร้านใหญ่อย่าง “Shabu shi” และ “Hot Pot”

แล้วทำไม่ MK ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ นั้นเพราะ “ชาบู บุฟเฟต์” กับ “หม้อ สุกี้” ความรู้สึกในการรับประทานมีความใกล้เคียงและสามารถทดแทนกันได้อย่างไม่เคอะเขิน อีกทั้งในแง่ความรู้สึกของผู้บริโภค “บุฟเฟต์” มอบความคุ้มค่าได้มากกว่า

2 ผู้เล่นที่สร้างความกังวลใจ

แล้ว 2 คู่แข่ง “ชาบู บุฟเฟต์” สร้าง Movement อะไรกัน ?

“Shabu shi” ขยับตัวเองจาก Mass Shabu เป็น Premium Mass เสิร์ฟวัตถุดิบคุณภาพหาทานยาก พร้อมกับอัพราคาขึ้นจากเดิมราคาเดิมหัวละ 359 บาท เป็นราคา 399 บาทต่อ 1.30 ชั่วโมง

ในขณะที่ “Hot Pot”  สุกี้และชาบูบุฟเฟต์สาย Mass ขายความคุ้มค่าที่ราคา 379 บาทต่อ 1 คนแต่สิ่งที่ Hot Pot ทำอย่างสม่ำเสมอนั้นคือโปรโมชั่นด้านราคาไม่ว่าจะเป็นมา 4 จ่าย 3 หรือลดราคาเหลือ 319 บาทบางโปรโมชั่นเหลือ 299 บาท รวมไปถึงร้าน “ชาบู นางใน” และร้านอื่นๆ ที่กระหน่ำโปรโมชั่นด้านราคาให้ผู้บริโภคตัดสินใจเข้าร้านตัวเองง่ายขึ้น

แต่ก็ใช่ว่าที่ผ่านมา MK จะปล่อยให้บรรดาร้าน “ชาบู บุฟเฟต์” แย่งชิงลูกค้าจากตัวเองไปจากมือง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการผันตัวเองไปเปิดบริการ “MK buffet” ที่มีราคาต่อหัว 385 บาท หรือการเปิด MK Gold ที่อัพเกรดวัตถุดิบ Premium ขึ้นจนมาถึงรูปแบบร้านใหม่ “MK Live” จับกลุ่มคนรุ่นใหม่กำลังซื้อสูงที่ชื่นชอบการทานสุกี้  ในบรรยากาศที่ใกล้ธรรมชาติ

MK ที่หลากหลาย

จะเห็นว่าปฎิบัติการณ์ของ MK คือการสร้างแพลตฟอร์มของร้านให้มีความหลากหลาย

  1. MK รูปแบบเดิมตอบโจทย์ฐานลูกค้า Mass ในกลุ่มครอบครัวและกลุ่มลูกค้าที่มี Brand Loyalty
  2. MK buffet เป็นโมเดลที่ไปชนแย่งชิงกับกลุ่ม “ชาบู บุฟเฟต์” โดยตรง
  3. MK Gold จับกลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อด้วยวัตถุดิบคุณภาพกว่า MK ธรรมดา ถ้าจะบอกว่าเป็นรูปแบบสาขาที่ไปชนกับ Coca Suki ที่แข็งแกร่งในตลาดสุกี้ Premium ก็ไม่ผิดะไรเลย
  4. “MK Live” รูปแบบสาขาใหม่ที่แสดงถึงพัฒนาการของ MK ให้ดูโดดเด่นกว่าคู่แข่งในตลาด

ถึงจะมีแพลตฟอร์มร้านที่แทบจะจับกลุ่มลูกค้าได้ครบครันแต่หากดูรายได้ MK ในปี 2559 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 12,100 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าปี 2558 แค่ 500 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโต 2 -3 % เท่านั้นในขนาดที่จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นจาก 400 สาขามาเป็น 425 สาขา

ซึ่งนั่นแปลว่า 25 สาขากับรายได้ที่เพิ่มขึ้น 500 ล้านบาท เฉลี่ย 1 สาขาใหม่ทำรายได้ 20 ล้านบาทใน 1 ปี ซึ่งน่าจะเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าที่คาดหวังไว้

เหตุผลนอกจากการเจอกลุ่ม “ชาบู บุฟเฟต์” เปิดเกมแย่งชิงลูกค้าแล้วนั้น อีกหนึ่งปัญหาหลักคือตลาดเชนร้านอาหารบ้านเราช่วง2 – 3 ปีที่ผ่านมาต้องพบเจอกับเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้บริโภคมีความถี่ในการทานอาหารนอกบ้านน้อยลงต่อเนื่อง

แต่ MK ก็ยังมั่นใจว่าหม้อสุกี้ของตัวเองยังมีอนาคตอีกไกล เพราะประกาศอย่างชัดเจนว่าจะขยายเพิ่มอีก 15- 20 สาขาต่อปี

เพราะ MK ยังเชื่อมั่นไม่ว่าจะเป็นพลัง Branding รสชาติและคุณภาพอาหาร ตลอดจนเงินลงทุนหมุนเวียนในมือตัวเองเหนือกว่ากลุ่มบรรดาแบรนด์ “ชาบู บุฟเฟต์”


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer