โรงหนังขยายสาขา ป้อมค่ายรับศึกวิดีโอออนดีมานด์

Video on Demand

เทรนด์ดูหนังออนไลน์ Video on Demand  ผ่านเว็บไซต์ทั้งแบบเสียค่าบริการรายเดือนและรับชมฟรี อีกทั้งการเข้ามาของ Internet TV จอภาพ 40 นิ้วอัพ ที่แทบทุกบ้านต่างมีไว้ในครอบครองสามารถดูหนังออนไลน์ได้แบบทันใจทันที

สิ่งที่ชวนให้น่าติดตามคือคอหนังในบ้านเราจะมีอัตราความถี่เข้าโรงภาพยนตร์น้อยลงหรือไม่ ? พร้อมกับเลือกที่จะนั่งชมชิลล์ๆ อยู่บ้านหรือรับชมผ่านจอ Smartphone แม้จะไม่มีหนังใหม่ล่าสุดเหมือนอย่างในโรงภาพยนตร์ก็ตามที

ค่าตั๋วแพงขึ้น ดูหนังออนไลน์ได้

แต่โรงหนังยังขยายสาขาไม่หยุด

แต่ความเป็นจริงเป็นอะไรที่ผิดคาด วัฒนธรรมการชมภาพยนตร์นอกบ้านยังคงเป็นอะไรที่เทคโนโลยีไม่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนได้ แม้ค่าตั๋วการรับชมภาพยนตร์จะอัพราคาขึ้นต่อเนื่องจากในอดีต 100 บาทเวลานี้อยู่ที่ 180 -200 บาท (โรงภาพยนตร์ระบบธรรรมดา)

อีกทั้ง SF และ Major เองก็สร้างโรงภาพยนตร์ระบบใหม่ๆ ทั้งจอภาพดิจิตอล ระบบ 3D และ 4DX รวมไปถึงพัฒนาระบบเสียง ทุกภารกิจก็เพื่อตอกย้ำว่าการดูหนังในโรงภาพยนตร์มีอรรถรสที่เหนือชั้นกว่าดูผ่านจอ Smartphone และ Internet TV ที่บ้าน

และนี่เองที่ทำให้ตลาดโรงภาพยนตร์ในปี 2016 ที่ผ่านมายังสามารถเติบโต 2 – 3 % มีมูลค่าประมาณ 7,500 ล้านบาท (นับเฉพาะตั๋วภาพยนตร์)

อีกทั้งในปี 2017 ก็ถูกคาดเดาจะเติบโต 2 -3% หรือประมาณ 8,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันเมืองไทยมีโรงภาพยนตร์มากกว่า 1,000 โรงภาพยนตร์ ในแง่สาขาอยู่ที่เกือบๆ 300 สาขา

แต่..ตัวเลข 1,000 โรงหากเทียบกับประเทศอื่นๆ ยังถือว่าน้อยมากโดยเฉพาะหากเปรียบเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ที่มีมากกว่า 2,000 โรงภาพยนตร์

นั่นแปลว่าโรงภาพยนตร์ในบ้านเรายังสามารถขยายสาขาได้อีกเยอะ ตรงนี้เองที่ทำให้ Major มีไอเดียที่จะทำให้โรงภาพยนตร์ไม่ต่างจาก “ร้านสะดวกซื้อ”

เพราะหากลอง Insight ความรู้สึกแท้จริงของคนส่วนใหญ่นั้นไม่ได้มี Loyalty ต้องดูโรงภาพยนตร์ของค่ายไหนเฉพาะเจาะจง เพราะโปรแกรมหนังที่เข้าฉายก็แทบจะเหมือนกัน 100% สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือก นั้นคือ โรงภาพยนตร์ไหนใกล้บ้านตัวเองมากที่สุด

ซึ่งต้องยอมรับว่าพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล จำนวนโรงภาพยนตร์ค่อนข้างจะครอบคลุมพอสมควร แน่นอน Major ต้องมองไปที่การขยายสาขาและสร้างรายได้ในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตัวเมืองและศูนย์การค้าขนาดใหญ่

Major สร้างโรงหนังที่ใกล้เคียง ร้านสะดวกซื้อ

วิธีการของ Major ไม่ได้ซับซ้อนคือเลือกที่จะไปกับกลุ่ม Hyper Market โดยได้ทดลองกับ เทสโก้ โลตัส สาขาตลาดสุโขทัยที่มีเพียง 1 โรงเล็กๆ จำนวน 96 ที่นั่ง โดยเป็นสาขาทดลอง และเมื่อได้ผลตอบรับที่ดีทำให้ Major มีแผนจะขยายสาขาต่างจังหวัดเจาะไปตามอำเภอเพิ่มอีก 20-30 สาขาภายในสิ้นปีนี้ โดยจะเป็นไซส์เล็กขนาด 1 – 3 โรงต่อ1 สาขา

ในขณะที่แบรนด์รองอย่าง SF Cinema เองก็รู้ดีว่าจำนวนสาขายังเป็นสิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าใครจะได้เปรียบในเกมนี้ โดยในแง่จำนวนสาขาก็ยังเป็นสิ่งที่ SF วิ่งตาม Major

SF แบรนด์รองที่วิ่งตามไงก็ไม่ทัน

โดยปัจจุบัน SF มีโรงหนังอยู่ 48 สาขา รวม 322 โรง ในขณะที่ Major Cineplex มีถึง 118 สาขา 695 สาขา

ทำให้ SF เตรียมงบลงทุน 800 ล้านบาท เพื่อขยายเพิ่มอีก 6-7 สาขา จำนวนมากกว่า 40 โรง โดย SF เลือกจะเน้นไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดตามหัวเมืองและแหล่งท่องเที่ยวที่มีคนหนาแน่น

ถึงจะเพิ่มจำนวนสาขามากมาย แต่หากเทียบในแง่จำนวน SF ก็ยังห่างไกลจาก Major อยู่หลายช่วงตัวทำให้ SF เลือกที่จะพยายามสร้าง “จุดต่าง” ทั้งการฉายหนังนอกกระแสหลายเรื่อง เพื่อสร้างความ Exclusive ว่าหาดูได้ที่ SF ทีเดียวเท่านั้น ขณะเดียวกันก็เพิ่มโรงภาพยนตร์ระบบใหม่ที่ชื่อ MX4D โรงหนัง 4 มิติ ใช้ระบบเครื่องฉาย Sony Digital Cinema 4K ไปยังสาขา เซ็นทรัล เวิลด์ และมีแผนจะเปิดไปที่สาขาอื่นๆ ในอนาคต

จะเห็นได้ว่าทุกๆ ปีทั้ง  2 แบรนด์ใหญ่ที่คอนโทรลตลาดโรงภาพยนตร์ก็ยังกล้าควักเงินลงทุนมหาศาลเพื่อขยายสาขา พร้อมสร้างโรงภาพยนตร์ระบบใหม่ๆ เพื่ออัพเกรดอรรถรสในการรับชมให้มากขึ้น

เพราะถึง Video on Demand ที่รับชมผ่านออนไลน์จะ “แจ้งเกิด” ได้อย่างเต็มตัว แต่ตราบใดที่การดูหนังในโรงภาพยนตร์ยังเป็นวัฒนธรรมของคู่รัก,ยังเป็นกิจกรรมครอบครัวและกลุ่มเพื่อนฝูง

ต่อให้นอนรับชม Content ฟรีที่บ้าน บรรยากาศและฟิลลิ่งในการดูหนังในโรงภาพยนตร์ ก็ยังเป็นสิ่งที่ Video on Demand ไม่สามารถทดแทนได้


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer