ฝ่าฟันวิกฤตจากสงครามการค้าสหรัฐฯจีน อย่างสะบักสะบอมสำหรับตลาดหุ้นไทย (SET Index) โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังปี 2562 เปิดวันแรกปี 2563 ดูเหมือนสัญญาณสงครามการค้าจะดีขึ้น แต่แล้วนักลงทุนก็ต้องลุ้นจนเหนื่อยอีกครั้งกับ “สงครามการฆ่า” นำแสดงโดยสหรัฐฯ กับคู่ปะทะใหม่ อิหร่าน

หลังวันที่ 3 ม.ค. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าได้ออกคำสั่งให้กองกำลังสหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางการทหารด้วยการส่งโดรนไปลอบสังหารนายทหารระดับสูงของอิหร่าน “พลตรี คัสเซม โซไลมานี” ความกังวลว่าจะเกิดการตอบโต้ที่อาจบานปลายกลายเป็นสงครามส่งผลให้เปิดตลาดมาวันจันทร์ที่ 6 ม.ค. ตลาดหุ้นเกือบทั่วโลกตกระนาว รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่ติดลบไปกว่า 26 จุด ก่อนจะเด้งกลับมาบวกเกือบ 17 จุดวานนี้ เพราะหลายฝ่ายมองว่าสถานการณ์ไม่น่าจะบานปลาย

ตลาดหุ้นสิงคโปร์แกร่งมาก

แต่ที่ไหนได้ …เปิดตลาดเช้านี้ (เวลาเมืองไทย) ด้วยข่าวการตอบโต้ของกองทัพอิหร่านด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรัก ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าวันนี้ร่วงลงไปกว่า 23 จุด หรือกว่า 1% แดงตามตลาดหุ้นใหญ่ทั่วโลก ทั้งตลาดหุ้นในสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่ตลาดหุ้นใหญ่ในเอเชีย เช้านี้ก็กอดคอกันร่วง ยกเว้นเพียงตลาดหุ้นสิงคโปร์และเวียดนาม ที่ถึงแม้จะยังสามารถยืนอยู่ในแดนบวกได้ แต่ก็บวกมาไม่ถึง 5 จุด หรือไม่เกิน 0.5% เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ดี ณ เวลาประมาณ 15.10 น. ตลาดหุ้นสิงคโปร์บวกเพิ่มมากว่า 20 จุด แต่เทียบเท่าเพียง 0.6% ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ยังคงแดงอยู่ ยกเว้นตลาดหุ้นเวียดนามที่บวกกว่า 4 จุดเท่าเดิม

“แดงทั้งกระดาน”…มันใช่มาก!!

สิ่งที่น่าสนใจคือ ดัชนี SET50 ที่ประกอบด้วยหุ้นไทยที่มี Big Cap สูงสุดในตลาดไทย 50 บริษัท จัดได้ว่าเป็นหุ้น Blue Chip แถวหน้า ปรากฏว่ามีหุ้นเพียงตัวเดียวที่ปิดบวก คือ PTTEP ขณะ PTT ราคาไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนอีก 48 ตัวกอดคอกันร่วง เช่นเดียวกับดัชนี SET100 ที่ยังคงบวกแค่ PTTEP ตัวเดียว แดง 97 ตัว โดยมีหุ้น 2 ตัวที่ราคาไม่เปลี่ยนคือ PTT และ MBK

เปิดตลาดช่วงบ่ายไม่ถึงชั่วโมง ลงต่ออีก

เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด หลายคนยิ่งหวั่นว่าสถานการณ์อาจยิ่งตึงเครียด หลังมีข่าวเครื่องบินโดยสารของยูเครนตกในอิหร่าน โดยรายงานเบื้องต้นระบุว่าเป็นการบกพร่องทางเทคนิค แต่ถึงอย่างนั้นเปิดตลาดช่วงบ่ายมาเพียง 40 นาที ดัชนีหุ้นไทยยังไหลลงต่อเนื่องทะลุ 27 จุด หรือกว่า 1.7% คงต้องดูว่าเหตุการณ์เครื่องบินตกจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้นหรือไม่ และสิ้นสุดวันนี้ ตลาดหุ้นไทยจะมีปาฏิหาริย์กลับมายืนฝั่งบวกได้หรือไม่ หรือจะร่วงต่อไปไกลถึงจุดไหน

สำหรับระยะกลาง-ยาว คงต้องติดตามว่าสถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามการค้าและสงครามการฆ่า จะตามหลอกหลอนและกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกไปอีกนานเท่าไร… หรือตราบจนสิ้นวาระของประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงปลายปีนี้  ที่สำคัญต้องลุ้นไม่ให้เขาได้รับการเลือกตั้งกลับมาอีกรอบ เผื่อว่าโลกการลงทุนรวมถึงโลกใบนี้อาจจะมีข่าวดีเข้ามามากขึ้นกว่าช่วง  3 ปีที่ผ่านมา

ลงทุนยังไงในช่วงเวลานี้

หลายบทวิเคราะห์แนะนำให้เก็บหุ้นน้ำมัน รวมถึงหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน เพราะเป็นหุ้นที่น่าจะได้รับอานิสงส์เป็นบวกจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ส่วนหุ้นที่น่าจะกระทบด้านลบหนักที่สุด น่าจะเป็นหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวและสายการบิน ขณะที่หลายคนมองว่า หากเหตุการณ์ความตึงเครียดยืดเยื้อ การลงทุนทองคำก็น่าจะเป็นแหล่งพักเงิน (Safe Haven) อีกทางเลือกที่ดีที่สุดในช่วงเวลาอย่างนี้ 

รู้หรือไม่…

ประธานาธิบดีทรัมป์ออกคำสั่งลอบฆ่าผู้นำอิหร่านทั้งที่ตัวเองอยู่ในช่วงที่รอการลงมติถอดถอน (Impeachment) จากสภาสูงสหรัฐฯ ในข้อหาใช้อำนาจในทางที่ผิด (Abuse of Power) หลังจากสภาล่างลงมติถอดถอนไปแล้ว ซึ่งข่าวนี้เรียกได้ว่าสร้างความยินดีระยะสั้นมากให้กับประชากรส่วนใหญ่ของโลก

แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องบอกว่า อาจจะยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่รักทรัมป์ไม่มากก็น้อย นั่นคือ นักลงทุนวอลล์สตรีท (Wall Street Investor) เพราะดัชนีตลาดหุ้น Dow Jones, Nasdaq และ S&P ต่างก็พากันทำลายสถิติทะลุจุดสูงสุด (New High) เป็นระยะๆ ตลอดกว่า 3 ปีภายใต้นโยบายการบริหารประเทศของรัฐบาลทรัมป์

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer