“พลิกฟื้นธุรกิจ” ภารกิจใหญ่ของซีอีโอนกแอร์คนใหม่

ซีอีโอนกแอร์คนใหม่ เผยแผนพลิกฟื้นธุรกิจจากติดลบให้กลับมามีกำไร ผ่านกลยุทธ์ 3 ระยะ ในระยะแรกปรับตั๋วใหม่ เพิ่มอาหาร พร้อมเร่งแก้ภาพลักษณ์แบรนด์

ปิยะ ยอดมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากเข้ามารับตำแหน่งซีโอโอคนใหม่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งทำในระยะนี้คือการปรับแผนธุรกิจครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้บริษัทพลิกกลับมามีกำไรให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

โดยแผนพลิกฟื้นธุรกิจได้แบ่งออกเป็น 3 ระยะโดยในระยะที่ 1 เป็นแผนลดการขาดทุนภายใน 6 เดือนจากนี้ จะมุ่งให้นกแอร์กลับมายืนจุดเดิม ในฐานะสายการบินต้นทุนต่ำของคนไทย เช่น นำเครื่องบินที่มีอายุใช้งานมานาน ออกจากฝูงบินเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง การร่วมกับโบอิ้งเพิ่มระยะการบินของฝูงบินให้ไกลขึ้น มีเป้าหมายบินในเมืองอันดับ 2และ 3 ของจีน รวมทั้งจัดองค์กรให้ทุกคนมีกระบวนการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพในการทำงาน

อีกทั้งปรับภาพลักษณ์ของให้เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์เพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภค และจะไม่ลงไปเล่นในระบบของราคามากนัก ล่าสุดได้มีการปรับระบบตั๋วใหม่โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ เป็น 3 ประเภทตามบริการที่จะได้รับ ได้แก่ 1) บินเบา ๆ (Nok Lite) ราคาเริ่มต้น 799 ไม่มีโหลดได้ท้องเครื่อง 2) บินสบาย(Nok X-tra) ราคา 1,099 โหลดใต้ท้องเครื่องได้ 15 กิโลเมตร และ 3) บินเพลิดเพลิน (Nok MAX) ราคาจะเพิ่มเข้ามาตามเมนูอาหารที่สั่ง ซึ่งมีทั้งหมด 6 เมนู ราคา 150 – 390 บาท แบ่งเป็นเมนูทั่วไป 3 และเมนูซิกเนเนอร์อีก 3 โดยอาหารทั้งหมดจะสั่งจากร้านที่มีชื่อเสียง ยังไม่ได้ทำเป็นระบบครัวกลาง คิดคาดว่าสัดส่วนรายได้จะเป็น บินเบา ๆ 20%, บินสบาย 70% และอีก 10% เป็น Nok MAX

“แม้จะช้าไปบ้างที่นกแอร์จะเริ่มเสิร์ฟอาหารบนเครื่อง แต่นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาบริการของเราและเพิ่มรายได้ เนื่องจากหลังจากนี้เตรียมจะเพิ่มเส้นทางอื่นๆในต่างประเทศมากขึ้นอาหารจึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่จะสามารถดึงดูดผู้บริโภคได้”

ด้านฝูงบินเตรียมจะมีมาเพิ่มอีก 2 ลำ และนำออกอีก 1 ลำ ทำให้เมื่อถึงสิ้นปีจะมีเครื่องบินทั้งหมด 29 ลำ สำหรับผู้โดยสารนั้นคาดว่าจะมีจำนวนที่ลดลง เนื่องจากในช่วงเวลาที่ผ่านมาผู้บริโภคยังไม่ค่อยมีอารมณ์ท่องเที่ยวเท่าไหร่นั้น แต่คาดว่าในช่วงไตรมาส 4 จะมีคนออกมาเที่ยวมากขึ้น

อีกส่วนหนึ่งที่ต้องปรับคือ การเพิ่มอัตราการใช้เครื่องบินจาก 7 ชั่วโมงในเดือนกันยายน มาเป็น9 ชั่วโมงในเดือนตุลาคม และตั้งเป้าให้เป็น 10.1 ชั่วโมงในเดือนนี้ และเพิ่มเป็น 10.4 ในเดือนธันว่าคมส่วนปีหน้าตั้งเป้าเพิ่มเป็น 11 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นระดับที่เหมาะสม

สำหรับระยะที่ 2 เป็นช่วงสร้างความพร้อมในการเดินไปข้างหน้าให้มีประสิทธิภาพ ในช่วง 2 ปีต่อจากนี้โดยปีหน้าวางแผนที่จะรีแบรนด์ครั้งใหญ่ เนื่องจากภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่กำลังติดลบ ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเร่งแก้ แต่กำลังอยู่ในระหว่างวางแผน

“ปีนี้ยาวไปถึงปีหน้าต้องเร่งสร้างความพร้อมของทั้งทั้งระบบหลังบ้าน ทีมงาน เพื่อสร้างความประทับใจห้กับลูกค้าให้ได้มากที่สุด ส่วนปีต่อไปคือ 2020 ถึงจะมาโพกัสเรื่องการหารายได้อย่างจริงจัง”

และระยะที่ 3 เป็นแผนที่จะกลับไปขยายเส้นทางบินอีกครั้งช่วงปลายปี 2020-2021 ซึ่งจะรับมอบเครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX จำนวน 8 ลำ ที่จะทยอยเข้ามา เพื่อนำมาใช้บินในเส้นทางบินสู่ประเทศจีน นอกจากนี้ยังวางแผนที่จะขยายไปยังประเทศยังเทศอินเดียที่มีศักยภาพสูง ด้วยจำนวนประชากรที่เยอะมาก

โดยคาดว่าการเพิ่มจำนวนเส้นทางการบินในต่างประเทศ จำให้สัดส่วนรายได้จากในประเทศและต่างประเทศ เปลี่ยนจาก 65:35 มาเป็น 60:40


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer