บัณฑูร ล่ำซำ ทำไมจึงหันหลังให้การบริหารงานธนาคารกสิกรไทย (วิเคราะห์)

มื่อวานนี้ “คุณปั้น” บัณฑูร ล่ำซำ วัย 67 ปี ผู้ซึ่งเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของธนาคารกสิกรไทย ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งกรรมการและประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย หลังจากปีที่ผ่านมาได้ลงจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทยไปแล้ว

เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของธนาคารกสิกรไทย ที่ ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่  ซึ่งไม่ใช่ผู้นำจากตระกูลล่ำซำ จะต้องขึ้นมารับผิดชอบแทน    

 ตลอดระยะเวลา 75 ปี ธนาคารกสิกรไทยบริหารโดยคนในตระกูล “ล่ำซำ” มาโดยตลอด “บัณฑูร” เป็นบุตรของ “บัญชา” และท่านผู้หญิงสำอางวรรณ ล่ำซำ และเป็นหลานปู่ของ “โชติ ล่ำซำ” ผู้ก่อตั้งธนาคารกสิกรไทยในปี 2488

เป็นผู้บริหารแบงก์ใหญ่ที่จบปริญญาตรี สาขาวิชาวิศวกรรมเคมี จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และระดับปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ (MBA) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา

เข้าทำงานที่ฝ่ายกิจการต่างประเทศ ธนาคารกสิกรไทย ในปี 2522 และได้รับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ในปี 2535

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของธนาคารกสิกรไทยในยุคของบัณฑูร เกิดขึ้นในปี 2538 ปีที่ธนาคารครบรอบ 50 ปี และก่อนเกิดเหตุการณ์ที่โลกไม่เคยลืม คือวิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 เพียง 2 ปี

ปีนั้นเขาได้นำแนวคิด “Re-Engineering” มาใช้พัฒนาองค์กรให้มีความทันสมัย จัดกระบวนการทำงานใหม่ รวมทั้งการดีไซน์สำนักงานใหม่ให้เป็นโทนสีเขียว  ตอกย้ำแบรนด์ให้เป็นที่จดจำของลูกค้า

“Re-Engineering” คือเครื่องมือที่หลายองค์กรได้นำมาใช้ตามรอยกสิกรไทยในเวลาต่อมา

ปี 2540 ไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ กสิกรไทยก็เจอปัญหาไม่ต่างจากธุรกิจอื่น แต่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว      

ปี 2548 ธนาคารประกาศสร้างแบรนด์ใหม่ ใช้คำว่า KExcellence เป็นสัญลักษณ์ของผลิตภัณฑ์และบริการของเครือธนาคารกสิกรไทย    

ในยุคหนึ่งเขาดึง “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” เลขาธิการ ก.ล.ต. ในช่วงเวลานั้นมาเป็นเป็นผู้นำองค์กร  เมื่อประสารลาออกไปเป็นผู้ว่าแบงก์ชาติ ก็เกิดยุค “จตุรเทพ” ยุคแรก โดยเลือกใช้วิธีการตั้ง “กรรมการผู้จัดการ” รวดเดียวสี่คน แยกกันรับผิดชอบคนละสายงาน  

ปี 2559 แต่งตั้งสี่จุตรเทพ ชุดที่สอง  มีปรีดี ดาวฉาย, พิพิธ อเนกนิธิ, พัชร สมะลาภา และ ขัตติยา อินทรวิชัย โดยแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบ ไม่มีใครใหญ่ไปกว่าใคร

ภาระหลักสำคัญที่บัณฑูรมอบหมาย คือการ Transformation องค์กรเพื่อรับศึก Digital Disruption ที่กำลังโหมกระหน่ำ สร้างความตื่นตัวให้กับคนทำงานอย่างต่อเนื่อง

ก่อนวางมือ บัณฑูร ได้ทำให้กสิกรขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุด  ด้วยการเป็นธนาคารที่มีสินทรัพย์รวมสูงเป็นอันดับ 1 คือ 3,155,090.81 ล้านบาท มีรายได้รวมและกำไรสุทธิสูงเป็นอันดับ 2 คือ 160,491 ล้านบาท และ 38,728 ล้านบาทตามลำดับ

จะว่าไปแล้วในคณะกรรมการธนาคารปัจจุบัน ยังมี ล่ำซำ อยู่อีก 2 คนคือ สุจิตพรรณ ล่ำซำ  อายุ 61 ปี ซึ่งนั่งอยู่ในตำแหน่ง รองประธานกรรมการ เธอเป็นลูก ของเกษม น้องชายคนเล็กของโชติ ล่ำซำ มีศักดิ์เป็นอาของบัณฑูร   และเครือญาติอีกคนคือ สาระ ล่ำซำ  กรรมการผู้จัดการเมืองไทยประกันชีวิต   

เมื่อสิ้นปี 2562 สุจิตพรรณ ถือหุ้นธนาคารอยู่ประมาณ 3 ล้านหุ้น  คิดเป็น0.125%  ส่วนสาระ ถืออยู่ที่ 721,240 หุ้นคิดเป็น 0.030%

ในขณะที่บัณฑูร ถือหุ้นอยู่ที่ 5 หมื่นหุ้น คิดเป็น 0.002% เขาเคยบอกว่า หุ้นของล่ำซำ ถูกขายไปเกือบหมด ในยุค วิกฤตการเงินปี 2540  

สิ่งที่บัณฑูรเคยพูดบ่อยๆ ว่าหลังจากเกษียณ คือการทุ่มเวลาไปผลักดันโครงการน่านแซนด์บ๊อกซ์ ภารกิจทวงคืนป่าต้นน้ำในจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติอย่างเต็มตัว

แต่มีบางเสียงก็บอกว่าเขาอาจจะเข้าไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลังคนใหม่ เพื่อกอบกู้ปัญหาเศรษฐกิจของบ้านเมือง

 จะไปไหน อย่างไรนั้น วันที่ 8 เมษายนนี้ ทางกสิกรไทยแจ้งว่าเขาจะมาเปิดใจกับสื่อมวลชน แล้วรอฟังกัน  

 “ธนาคารเป็นเรื่องสากล เพราะผู้ใช้บริการไม่สนใจว่าเจ้าของแบงก์นี้จะเป็นใคร เขาสนใจว่า เขาจะได้รับบริการที่ดีเท่านั้น แบรนด์เนม ที่มันบางเต็มที มันหวังพึ่งไม่ได้ มีอยู่อย่างเดียวก็คือ สนองความต้องการของลูกค้าให้ได้”

 เป็นคำพูดของ บัณฑูร ล่ำซำ ที่เคยกล่าวไว้ (นิตยสาร ผู้จัดการ กุมภาพันธ์ 2543)

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 

 

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer