ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ โลกออนไลน์ถือเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสาร ช่องทางการทำธุรกิจ หรือแม้แต่การเข้ามาแทนที่สื่อต่างๆ หนึ่งในแพลตฟอร์มที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุดคงหนีไม่พ้น เฟซบุ๊ก ทุกวันนี้ประเทศไทยมีบัญชีผู้ใช้งานแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กมากกว่า 50 ล้านบัญชี และสื่อต่างๆ ก็ปรับเปลี่ยนมาใช้ช่องทางนี้ในการสื่อสารกับผู้บริโภค หนึ่งในสื่อที่ถือว่าประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักอย่างกว้าง โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบในเรื่องของอาหาร ต้องรู้จัก “StarvingTime เรื่องกินเรื่องใหญ่” แฟนเพจรีวิวของกินที่มีคนตามกว่า 5 ล้านคน “หมีมีหม้อ” แฟนเพจสอนทำอาหารไทยที่มีผู้ติดตามกว่า 5 ล้านคนเช่นกัน แต่เบื้องหลังของสองเพจดังที่เป็นที่รู้จักของทุกคน มีใครรู้บ้างว่าเกิดจากคนรุ่นใหม่ที่มีอายุเพียง 26 ปีเท่านั้น

สื่อออนไลน์ที่มีคนตามกว่า 30 ล้านคน จากการเริ่มต้นของคนรุ่นใหม่

นายเกษมศักดิ์ ศิริรักษ์ หรือ ไมเคิล ประธานผู้บริหารบริษัท มูฟฟ์ มีเดีย จำกัด ผู้ก่อตั้งแฟนเพจ “StarvingTime เรื่องกินเรื่องใหญ่” และ “หมีมีหม้อ” เด็กหนุ่มจากรั้วจามจุรี เริ่มสร้างแฟนเพจตั้งแต่อายุ 20 ปี จากงานอดิเรกที่ชอบถ่ายรูปของกินกลับกลายเป็นธุรกิจสื่อที่วันนี้มีพนักงานมากกว่า 100 คน “ผมเรี่มต้นตั้งแต่ยังเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งเราก็ทำเป็นเพียงแค่งานอดิเรก เพราะเราเป็นคนชอบกิน แต่พอช่วงที่เรียนจบ เราเองได้มีโอกาสไปเที่ยวต่างจังหวัด และเราก็ถ่ายรูปร้านเพื่อลงใน Social Media ของเราตามปกติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หลังจากนั้นประมาณ 3 อาทิตย์ มีคุณน้าคนหนึ่งโทรมาแล้วร้องไห้กับเรา คุณน้าคนนั้นเล่าว่าลูกสาวเป็นคนหาเบอร์ติดต่อมาให้ ตัวเขาและครอบครัวอยากโทรมาเพื่อขอบคุณ เพราะตั้งแต่เราลงรีวิวร้านเขา ร้านเขาขายดีขึ้นจนเรียกได้ว่าพลิกชีวิต ตั้งแต่วันนั้นเราเลยคิดว่าต้องจริงจังกับสิ่งที่ทำ เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่แค่งานอดิเรก แต่มันสร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคมได้” 

ในเวลาเพียงแค่ 4 ปี วันนี้คุณไมเคิลได้ก่อตั้งแฟนเพจอื่นๆ อีกกว่า 10 เพจ โดยมีผู้ติดตามในสื่อออนไลน์รวมๆ แล้วกว่า 30 ล้านคน “แน่นอนว่าพอสิ่งที่เราทำมันคือธุรกิจ ดังนั้น ธุรกิจจะต้องมีกำไร แต่พื้นฐานของการทำธุรกิจของเรานั้นจะต้องอยู่บนความตั้งใจแรกของเรา นั่นก็คือการช่วยเหลือสังคมในบางด้าน ซึ่งเรามักจะมีโครงการ CSR อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการร่วมบริจาคต่างๆ หรือแม้แต่การสร้างห้องครัวให้กับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร” และในปีที่ผ่านมาบริษัท มูฟฟ์ มีเดีย จำกัด ของคุณไมเคิลก็ได้ขยายธุรกิจในนาม บริษัท มูฟฟ์ โซลูชั่น จำกัด “กว่า 4 ปีที่เราได้ร่วมงานกับลูกค้ามาจนนับไม่ถ้วน สิ่งหนึ่งที่เราเล็งเห็นนั่นคือ การที่ลูกค้ามีความต้องการที่จะประสบความสำเร็จทางการตลาดในโลกออนไลน์ แต่ด้วยการที่เราเป็นเพียงแค่สื่อ มันเหมือนกับเราเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ จากองค์ประกอบรวมทั้งหมด เราเลยก่อตั้ง Broccoli (บล็อกโคลี่) หรือดิจิทัล เอเจนซี่ ภายใต้บริษัท มูฟฟ์ โซลูชั่น จำกัด เราอยากที่จะทำให้ลูกค้าเข้าใจในองค์ประกอบรวมของโลกออนไลน์ เข้าใจถึงสิ่งที่ผู้บริโภคอยู่ในโลกออนไลน์” และเพียงแค่ปีแรก บล็อกโคลี่ ก็ได้สร้างผลงานมากมาย ตั้งแต่การวางกลยุทธ์เพื่อการเป็นพันธมิตรของ Grab Food และ StarvingTime หรือการดูแลการตลาดออนไลน์ให้กับองค์กรใหญ่ๆ อย่าง บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จํากัด

บล็อคโคลี่ ดิจิทัล เอเจนซี่ เปิดตัวแพลตฟอร์ม “แบ่งปัน” เพื่อสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน

และในภาวะวิกฤตไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก ประเทศไทยถือเป็นอีกประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสนี้ หนึ่งอาชีพที่เราคนไทยปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นผู้ที่จะนำความสงบสุขกลับคืนสู่ประเทศ ผู้ที่เสียสละในช่วงวินาทีนี้ นั่นคือ หน่วยแพทย์และพยาบาล 

คุณหมอและคุณพยาบาลที่ทำงานกันอย่างหนัก เพื่อช่วยเหลือ รักษาผู้ป่วยทุกคนอย่างเต็มที่

แต่การแพร่ระบาดที่เป็นวงกว้างและเพิ่มอัตราอย่างรวดเร็วนี้ ทำให้หลายๆ หน่วยงานทางการแพทย์ มีวัสดุอุปกรณ์ในการช่วยเหลือไม่เพียงพอ และนี่คือจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่อยากจะช่วยให้การแบ่งปันของคนไทยง่ายขึ้น

บล็อกโคลี่ ดิจิทัล เอเจนซี่ จึงได้นำแนวคิดในเรื่องนี้ สร้างออกมาให้เป็นรูปธรรม ให้เกิดการใช้งานได้จริง และที่สำคัญคือ ให้การแบ่งปันเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย

“เราเห็นถึงความต้องการของทีมแพทย์-พยาบาลในหลายๆ แห่ง และเราก็เห็นถึงความต้องการที่จะช่วยเหลือของหลายต่อหลายคน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้น้ำใจเหล่านี้กระจายไปไม่ทั่วถึง นั่นคือข้อมูลที่เป็นเสมือนตัวกลางในการช่วยกระจายน้ำใจ ให้การแบ่งปันนี้ไปอย่างทั่วถึง เราจึงสร้างพื้นที่เล็กๆ เพื่อเป็นส่วนกลางในการขอความช่วยเหลือ และให้ความช่วยเหลือกับประเทศของเรา แบ่งปันจะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเปิดดูข้อมูลความต้องการของหน่วยงานต่างๆ ในการช่วยเหลือผู้คน และในอนาคตเราจะพัฒนาพื้นที่เล็กๆ นี้ให้เป็นศูนย์กลางของการแบ่งปันในสังคมไทย ในเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากวิกฤตในครั้งนี้” คุณไมเคิลกล่าว

แพลตฟอร์ม “แบ่งปัน” เป็นแพลตฟอร์มที่จะทำให้การปันน้ำใจกระจายไปตามความต้องการอย่างแท้จริง นี่คือเว็บไซต์ที่ช่วยให้หน่วยงานต่างๆ สามารถเข้ามาระบุถึงวัสดุ-อุปกรณ์ที่ไม่เพียงพอในช่วงเวลานี้ เว็บไซต์นี้จะเป็นเสมือนพื้นที่ศูนย์กลางให้คนสามารถเข้ามาดูข้อมูล และแบ่งปันน้ำใจไปในที่ที่มีความต้องการนั้น สิ่งที่แพลตฟอร์มนี้จะทำให้สังคมแห่งการแบ่งปันสะดวกขึ้น ดีขึ้น นั่นก็คือ หน่วยงานที่ต้องการความช่วยเหลือจะเป็นผู้ที่เข้ามาระบุความต้องการต่างๆ ส่วนคนที่อยากบริจาค อยากช่วยเหลือ สามารถส่งของไปช่วยในสิ่งที่แต่ละหน่วยงานต้องการจริงๆ จะไม่มีการส่งไปแล้วไม่ได้ถูกนำไปใช้ หรือวางทิ้งขว้างไว้ น้ำใจจากคนไทยทุกคนที่แบ่งปันให้กัน จะถูกนำมาใช้อย่างมีคุณค่าจริงๆ

สำหรับหน่วยงานที่สนใจสามารถเข้ามาลงทะเบียนและให้ข้อมูลได้แล้วที่ www.แบ่งปัน.net  

หรือใครที่อยากหาข้อมูลเพื่อแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้สังคม ก็สามารถเข้ามาดูข้อมูลกันได้แล้วตั้งแต่วันนี้



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer