ตลาดเครื่องสำอางแบรนด์ไทย ทำไมรายได้ลดลง กรณีศึกษา BEAUTY KAMART และ DDD

หุ้นเครื่องสำอางสวยน้อยลง เพราะโควิด-19

ตลาดเครื่องสำอางและความงามในไทยมีมูลค่าสูงถึง 57,000 ล้านบาท ที่มีศักยภาพเติบโตอย่างมากจากพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่มีมากขึ้น

แต่ในปีนี้ความสวยงามสวยน้อยลง จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจ

แล้ว ตลาดเครื่องสำอางแบรนด์ไทย ไตรมาสแรกนี้โดนกระทบจากโควิด-19 มากน้อยแค่ไหน

Marketeer ขอไล่เรียง 3 แบรนด์ครื่องสำอางในตลาดหุ้นมาให้ดูกัน BEAUTY-DDD-KAMART

ในสามแบรนด์นี้ แบรนด์ที่มีรายได้ที่สุด คือ “KAMART” เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว อาหารเสริม ทั้ง Cathy Doll, Baby Bright, Boya, Jejuvita, Reunrom, Crayon, Cathy Choo, Oppa Style, SKYNLAB, BERGAMO

คาร์มาร์ท มีรายได้จากการขาย 361.30 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 3.81% สิ่งที่ทำให้คาร์มาร์ทมีรายได้ลดลงนั้นบริษัทระบุว่า คาร์ทมาร์ทมียอดขายสินค้าจํานวน 354.74 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 2.31%

คาร์มาร์ทมีต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้นจากปีก่อนจํานวน 13.93 ล้านบาท อยู่ที่ 175.97 ล้านบาท ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากการทําส่งเสริมการขาย และการตั้งค่าเผื่อการปรับลดราคาทุนของสินค้าคงเหลือ

และยังมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจํานวน 139.32 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อนจํานวน 24.25 ล้านบาท

ส่งผลให้ไตรมาสนี้คาร์มาร์ทมีกำไรลดลง 57.82% อยู่ที่ 32.48 บาท

สิ่งที่น่าสนใจคือ คาร์มาร์ททำอย่างไรในภาวะแบบนี้ที่ยังสามารถทำกำไรได้ มองว่า เพราะด้วยสินค้าที่มีหลาย หนึ่งในนั้นมี “กลุ่มวิตามิน” ที่มองว่าน่าจะยังสามารถขายได้ในสถานการณ์แบบนี้

รวมถึงช่องทางการจำหน่ายที่ยังมีวางขายในโมเดิร์นเทรดในโซนซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านสะดวกซื้อ ทำให้ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับคาร์มาร์ท แม้จะมีรายได้ลดลงก็ตาม

ถัดมาคือรายได้ของ “BEAUTY” ที่มีหน้าร้านคือบิวตี้ บุฟเฟต์ และ บิวตี้คอทเทจ โดยผลิตภัณฑ์ในร้านทั้งสองบิวตี้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าเองเช่นกัน

รายได้รวมไตรมาส 1 อยู่ 270.32 ล้านบาท ลดลง ถึง 50.74% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งการขายหลักของบิวตี้คือ รายได้จากหน้าร้านสาขาอย่างบิวตี้ บุฟเฟ่และรายได้จากต่างประเทศ ซึ่งการขายไปตลาดต่างประเทศ ไตรมาส 1  ติดลบ 42.87%

ช่องทางรายได้ของบิวตี้นั้นโดนกระทบเต็มๆ จากสถานการณ์โควิด-19 หน้าร้านสาขาส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าที่ถูกสั่งปิดชั่วคราวมากกว่า 1 เดือน ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยลดลง และหลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกบ้าน อีกทั้งจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน

อีกทั้งรายได้จากต่างประเทศที่เป็นรายได้รองเป็นอันดับสอง ซึ่งการขายไปตลาดต่างประเทศ ไตรมาส 1 ติดลบ 42.87%

ทำให้ในไตรมาสนี้บิวตี้พลิกขาดทุน 39.68 ล้านบาท

ด้าน “DDD” หรือ ดู เดย์ ครีม เจ้าของผลิตภัณฑ์ขวัญใจชาวจีนอย่าง SNAILWHITE” ที่รายได้ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง และพอยิ่งมาเจอกับสถานการณ์ช่วงนี้ยิ่งทำให้ยิ่งแย่ไปใหญ่

สาเหตุที่รายได้ลดลงก็ไม่ต่างจากบิวตี้มากนัก แม้ดูเดย์ครีมจะไม่ได้มีช็อปหน้าร้านมากมาย แต่พึ่งการส่งผลิตภัณฑ์ไปวางขายในร้านบิวตี้สโตร์ ในคอนวีเนียนสโตร์ ซึ่งร้านเหล่านี้ก็ได้รับผลกระทบจากการปิดชั่วคราวเช่นกัน

ดูเดย์ครีมพึ่งการขายจาก 5 บริษัทใหญ่ โดย 2 บริษัทใหญ่ในนั้นคือบริษัทในประเทศจีนที่โดนผลกระทบเต็มๆ อีกทั้งการแข่งขันในตลาดจีนทั้งเรื่องคุณภาพ ราคา แม้ในไตรมาสนี้รายได้จากต่างประเทศของบริษัทจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้รายได้จากการขายของดูเดย์ครีมลดลง 5.93% อยู่ที่ 190.24 ล้านบาท และขาดทุน 11.15 ล้านบาท

นอกจากสาเหตุที่ทำให้แบรนด์เครื่องสำอางเหล่านี้มีรายได้ลดลงตามที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว

Marketeer ยังมองว่า เพราะในปัจจุบันการแข่งขันในตลาดมีสูงจากทั้งผู้ผลิตหน้าเก่าและผู้ผลิตหน้าใหม่ที่ต่างออกผลิตภัณฑ์ใหม่มาดึงดูดผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้ทำให้พฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ไม่มี Brand Royalty เหมือนแต่ก่อน

ส่วนไตรมาส 2 ก็เชื่อว่าก็คงหนักไม่แพ้กัน

 

ปี 2562 ผลประกอบการเป็นอย่างไร

BEAUTY
รายได้รวม 2,020 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 232 ล้านบาท

DDD
รายได้รวม 796 ล้านบาท
ขาดทุนสุทธิ 53 ล้านบาท

KAMART
รายได้รวม 1,526 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 261 ล้านบาท

 

ที่มา: รายงานประจำปีแต่ละบริษัท

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน