จากร้านค้าเล็ก ๆ ที่ขายของเบ็ดเตล็ดสารพัดชนิด “เฮียบเซ่งเชียง” ในปี 2485 ที่ก่อตั้งโดยเทียม โชควัฒนา วันนี้ได้ขยายอาณาจักรเป็นเครือสหพัฒน์ ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค รายใหญ่ของประเทศ ที่มีบริษัทในเครือมากมาย เช่น บริษัทด้านอาหาร ของใช้ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ

ปีที่แล้วมีรายได้ทั้งเครือมากกว่า 300,000 ล้านบาท

โดยมีบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ลูกคนที่ 3 ของนายห้างเทียม เข้ามารับตำแหน่งประธานเครือสหพัฒน์ ภายหลังการเสียชีวิตของผู้เป็นพ่อ

เขาเคยบอกกับนักข่าวในสมัยนั้นว่า เมื่อไหร่อายุ 60 ปีก็จะรีไทร์ให้น้อง ๆ ขึ้นมาทำงานต่อ  

เขาอายุ 60 ปีเมื่อปี 2540 ปีที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง และเครือสหพัฒน์เกิดการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนกว่า 2,000 ล้านบาท 

แทนที่จะได้พักตามตั้งใจกลายเป็นปีที่ “เสี่ยบุณยสิทธิ์ “กลับต้องทำงานหนักกว่าเดิม เขาบอกว่า “ตั้งแต่ผมค้าขายมาไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อนเลย” 

หลังจากนั้นผ่านมาอีก 23 ปี วันนี้เขาอายุ 83 ปี ยังคงลุยงานเหมือนเดิม

ในช่วงโควิด-19 ก็ยังเข้าออฟฟิศ ประชุม และตามงานผ่านระบบต่าง ๆ ของเทคโนโลยีสมัยใหม่ทุกวัน และเป็นอีกครั้งที่เขาถึงกับพูดว่า

 เท่าที่เจอวิกฤตมา โควิด-19 หนักที่สุด เมื่อครั้งวิกฤตต้มยำกุ้งว่าหนักแล้ว ยังเทียบไม่ได้ เพราะตอนนั้นกระทบกับบริษัทขนาดใหญ่ที่ไปกู้เงินต่างประเทศมาทำธุรกิจ แต่ครั้งนี้กระทบไปถึงบริษัทและคนทุกระดับชั้น หนักกว่าเป็น 10 เท่า ถ้าควบคุมไม่ได้จะพังไปหมด ”

แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าเสี่ยใหญ่ของเครือสหพัฒน์กลับรับมือกับวิกฤตโควิดด้วยความใจเย็นขึ้นและยังมองภาพเป็นบวก   

เสียหายน่ะเสียหายแน่นอน แต่ผมยังมองว่าเป็นเรื่องของโอกาสครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยที่จะนำไปสู่การตั้งต้นหรือ  Set Zero ใหม่ ในหลาย ๆ เรื่อง”

เขายังมองไปถึงการสลับขั้วอำนาจใหม่ของโลก  

เมื่อก่อนอเมริกาคือผู้นำของเศรษฐกิจโลก ยุโรปคือผู้นำทางวัฒนธรรม แต่หลังจากวิกฤตโควิด-19 ไปแล้ว ประเทศในเอเชียก็สามารถผงาดขึ้นมาเทียบชั้นกับเขาได้ จีนจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ ยังฝ่าวิกฤตโควิดออกมาได้ยากเพราะธุรกิจขนาดใหญ่ประสบปัญหา และต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นตัว

ทุกคนเคยมองว่าดอลลาร์ดีที่สุด แต่หลังโควิด-19 ทองอาจจะดีที่สุดดอลลาร์อาจจะเป็นกระดาษ เพราะอเมริกามักพิมพ์ธนบัตรออกมาเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ”

ในเอเชียเองภาพลักษณ์ของประเทศไทยหลังโควิดครั้งนี้ก็จะดีขึ้นอย่างมาก ศูนย์กลางของอาเซียนจะมาอยู่ที่ไทย จากที่เมื่อก่อนจะเป็นสิงคโปร์

เครือสหพัฒน์ได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง

สำหรับเครือสหพัฒน์ คาดว่ารายได้ทั้งกรุ๊ปในปี 2563 นี้จะลดไปประมาณ 10-20% ส่วนกำไรจะตกลงมาประมาณ 20% เป็นตัวเลขติดลบมากสุด เมื่อเทียบกับวิกฤตทางเศรษฐกิจครั้งที่ผ่าน ๆ มา

ธุรกิจที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนักจะเป็นเรื่องของอาหารและของใช้ที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน และผู้บริโภคต้องซื้อเก็บไว้

ส่วนกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากจะเป็นสินค้าแฟชั่น รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า เพราะห้างร้านต่าง ๆ ที่เป็นช่องทางจำหน่ายต้อง “ปิดให้บริการ” ตามมาตรการรัฐ

บริษัทหลัก ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ที่ขาดทุนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 เช่น  บมจ. ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่น ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทภายใต้แบรนด์ต่าง ๆ กว่า 100 แบรนด์ของสินค้า เครื่องสำอาง เสื้อผ้า ชุดชั้นในสตรี เครื่องหนัง นาฬิกา ขาดทุน 117 ล้านบาท บมจ. บูติคนิวซิตี้ ขาดทุน 39 ล้าน

ส่วน บมจ. ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ผู้ผลิตมาม่า ที่รายได้โตขึ้นต่อเนื่องทุกปี ไตรมาสแรกนี้ มีกำไรถึง 1,005 ล้านบาท   

แตะเบรกสินค้าแฟชั่น ไฟเขียวธุรกิจอาหาร

สำหรับสหพัฒน์ วิกฤตต้มยำกุ้งถือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ ผมได้ให้นโยบายไปตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่า พยายามอย่าไปพึ่งพาเงินกู้มาค้าขาย ต้องใช้เงินที่ตัวเองมี ถ้ามีทุนมากทำมาก ถ้ามีทุนน้อยทำน้อย”

ยุคนี้ใครสายป่านยาวก็จะได้เปรียบ ตอนนี้สภาพคล่องเรายังดี แต่หลายธุรกิจต้องสเกลดาวน์ลงเช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจเรื่องเสื้อผ้า รองเท้า แต่สินค้าเช่นอาหาร รวมไปทั้งของใช้ประจำวันอื่น ๆ ยังดีอยู่ ซึ่งต้องขยายให้โตขึ้นและหาช่องทางขยายตลาดต่างประเทศมากขึ้น   

 จากนี้ไปในบางธุรกิจเราจะไม่ให้ความสำคัญในเรื่องของการตั้งเป้าการเติบโต แต่ต้องพยุงและประคองสถานการณ์ไม่ให้ขาดทุนเท่านั้น”

สำหรับการลงทุนที่ผ่านมาสหพัฒน์ ไม่เคยตั้งเป้าว่าจะลงทุนต่อปีเท่าไร มองโอกาส และจังหวะในการลงทุนต่อปีมากกว่า ยิ่งในช่วงนี้ ยิ่งจำเป็นต้องพักไว้ก่อนอย่าง เช่นโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูส แต่ถ้าลงทุนจะเน้นกลุ่มธุรกิจอาหาร ที่คาดว่าจะเติบโตในภาคการส่งออกในอนาคต

ส่วนการขยายห้างค้าปลีก “ดองกิ” ที่ก่อนโควิดเคยวางแผนไว้ว่าจะขยายประมาณ 20 สาขานั้นก็ต้องติดเบรก รอหารือกับพันธมิตรอีกครั้งหลังโควิดที่ทำให้เขาเดินทางมาเมืองไทยไม่ได้   

โอกาสในการลงทุนในสมัยนี้กับสมัยก่อนจะต่างกัน เราอาจจะตัดสินใจเร็วขึ้น มองกันเป็นต่อวันก็ได้ วันนี้พูดแบบนี้ พรุ่งนี้เราอาจจะพูดอีกอย่างก็ได้”

นอกจากนั้น จะให้ความสำคัญในเรื่องของออนไลน์ ซึ่งเป็นเทรนด์มากขึ้น โดยจะให้ความสำคัญในการเตรียมคนให้มีความรู้ในเรื่องออนไลน์ ในเรื่องของ Social ในเรื่องของ IO (Information Operation) มากขึ้น เพราะตอนนี้รายได้จากส่วนนี้ยังน้อย

ความพร้อมเรื่องออนไลน์ของเครือสหพัฒน์ อาจจะได้เห็นเร็ว ๆ นี้ในงานสหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 24 ซึ่งเดิมทีเป็นงานใหญ่ประจำปี ที่จัดในพื้นที่ขนาดใหญ่ รองรับคนจำนวนมาก ที่ไบเทค บางนา แต่ปีนี้จะเป็นการจัดผ่านช่องทางออนไลน์ที่กำลังเร่งพัฒนาแพลตฟอร์ม  

เสี่ยบุณยสิทธิ์ยังให้ความเห็นว่า ค่าเงินบาทถ้าอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ประเทศไทยอาจะใช้เวลา 3 ปีในการฟื้นตัว แต่ถ้าต่ำกว่านั้นการฟื้นตัวจะนานออกไปอีก ส่วนทีมการเมืองไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลง เพราะจะทำให้สถานการณ์ร้ายแรงเพิ่มขึ้น

ที่ผ่านมา มาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่ออกมาเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว รวมทั้งการช่วยเหลือรากหญ้าที่ทำพร้อมไปกับการเก็บข้อมูลต่าง ๆ เพื่อเก็บไว้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาประเทศต่อไป   

 ถึงแม้ โควิด-19 จะเริ่มคลี่คลายลง แต่สิ่งที่เราไม่คาดคิดก็อาจจะตามมา สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือความขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจที่รุนแรงขึ้นที่ทำให้โลกอาจเกิดสงคราม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระวังตัว”

หลังวิกฤตครั้งนี้สหพัฒน์เองก็จะก้าวด้วยความระวังมากขึ้น ทำงานให้เร็วขึ้น องค์กรไม่ต้องใหญ่ขึ้น  เพราะการแข่งขันในการทำธุรกิจเหมือนวิ่งมาราธอน ไม่ต้องวิ่งเร็วกว่าคนอื่น แต่ก็ไม่ช้ากว่าคนอื่นเช่นกัน

สุดท้าย ในเรื่องของการช่วยเหลือประเทศโดยไม่ต้องเป็นเศรษฐีในสายตานายกรัฐมนตรี เขากล่าวว่า 

ผมไม่ได้รับจดหมายจากนายกฯ โชคดีไปที่เราไม่ใช่เศรษฐีในสายตาของท่าน แต่การช่วยเหลือสังคมเราไม่ต้องรอจดหมาย เราทำมาก่อนอย่างต่อเนื่อง การส่งสินค้าต่าง ๆ ออกไปช่วยถึงรากหญ้า ลดราคาสินค้า ทำหน้ากาก เอาเจล ไปแจก เป็นนโยบายของผมที่บอกไปยังทุกบริษัทในเครือให้ทำอยู่แล้ว



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer