ช่วงนี้ไม่บอกก็รู้ว่า Facebook ภายใต้ร่มบริษัท Meta เริ่มทำแพลตฟอร์มให้มีความคล้ายคลึงกับแอปฯ จีนชื่อดังอย่าง Tiktok เข้าไปทุกที จะว่าไป Facebook นั้นครองความยิ่งใหญ่ยาวนานเกือบ ๆ จะ 20 ปี ใครที่เริ่มก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิง Facebook ก็จะเข้าไปเทกโอเวอร์บริษัททันที เรียกได้ว่าในช่วงที่ผ่านมานั้น “ไร้คู่ต่อกร” โดยสิ้นเชิง

แต่เมื่อการเติบโตขึ้นของผู้คนในเจเนอเรชันใหม่อย่างเจน Z (เกิดในระหว่างปี 1997 – 2009) และ Alpha (เกิดในระหว่าปี 2010 – 2025) พฤติกรรมของพวกเขาก็แตกไปต่างไปจากคนเจน Y และเจน X  คนรุ่นใหม่นั้นมีแนวโน้มว่าจะเสพติดคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาไม่ยาวจนเกินไป (ไม่เกิน 1-3 นาที) มีความแปลกใหม่สูง

จึงไม่แปลกว่าใจว่าทำไม Facebook ที่เคยรุ่งเรืองมากในอดีตจึงค่อย ๆเสื่อมสิ้นมนต์ขลังลงไป นี่ยังไม่นับกลุ่มคนที่ทำเพจได้เกิน 5 แสนฟอลโลเวอร์ขึ้นไปที่ได้รับผลกระทบจากการถูกปิดกั้นการมองเห็น ทำให้พวกเขาเริ่มอพยพไปตั้งรกรากใหม่ในแพลตฟอร์มที่กำลังเป็นกระแสและเปิดกว้างอย่าง Tiktok

นอกจากนี้ ก็ยังมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอัลกอริทึมที่มักจะฟีดเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสนใจของผู้ใช้และยังรวมไปถึงใน Instagram ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Facebook อีก ที่มักจะ Suggest บุคคลให้เราไม่รู้จักมาให้เราชม ซึ่งผู้ใช้บางส่วนมองว่า ตนอยากเห็นเฉพาะภาพของบุคคลที่สนิทและรู้จักเท่านั้น

สื่อต่างประเทศเองก็ขยี้ประเด็นนี้ไม่แพ้กัน ถึงขั้นวิเคราะห์ไปถึงแก่นของการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมาว่ามีสาเหตุหลักส่วนหนึ่งมาจากนิสัยส่วนตัวของ Mark Zuckerberg CEO ผู้ก่อตั้งสื่อสังคมออนไลน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเจ้าหนึ่งของโลก ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้นติดตามได้จากบทความนี้

Mark Zuckerberg ถูกตั้งคำถามเรื่องภาวะผู้นำ

Bill George อาจารย์อาวุโสที่ Harvard Business School พูดถึงข้อบกพร่องของ Mark Zuckerberg ในฐานะ CEO ของ Meta ว่าเขากำลังทำให้ Meta “เสียศูนย์” เพราะตัวของเขาเอง  Bill George ใช้เวลากว่า 20 ปีศึกษาเกี่ยวกับเรื่องความล้มเหลวในการเป็นผู้นำในที่ทำงาน เขาได้รวบรวมสิ่งที่ค้นพบเหล่านั้นลงในหนังสือเล่มใหม่ชื่อ “True North: Leading Authentically in Today’s Workplace, Emerging Leader Edition”

“ผมคิดว่าภาพรวมของ Facebook จะยังคงย่ำแย่ตราบใดที่เขาอยู่ที่นั่น” Bill George ให้สัมภาษณ์กับ CNBC “เขาน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนจำนวนมากหันหลังให้กับบริษัท เขาหลงทางจริง ๆ”

ต้องยอมรับว่า Facebook นั้นช่วยจุดกระแสความนิยมในโซเชียลมีเดียในยุคปัจจุบัน และเป็นอีกครั้งที่ Mark Zuckerberg พยายามที่จะก๊อบปี้สูตรสำเร็จอย่างที่เขาเคยทำได้มาแล้วในอดีตกับ Facebook และเขากำลังจะทำมันอีกครั้งโดยเปลี่ยนตัวละครจาก Facebook เป็น metaverse แทน

Jim Cramer นักวิเคราะห์ของ CNBC กล่าวว่า “ผมรู้ว่านี่อาจเป็นเรื่องที่ฟังดูแปลกนะ แต่ผมบอกตรง ๆ ว่าผมก็ยังเชื่อมั่นในตัว Mark Zuckerberg  ผมคิดว่า Zuckerberg จะสามารถปลุกปั้น metaverse ออกมาได้ดี มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ราคาหุ้นของ Meta นั้นเคยดีดตัวขึ้นจาก 122.5 ดอลลาร์ต่อหุ้น กลับมาอยู่ที่ 225 ดอลลาร์ต่อหุ้นได้ภายในระยะเวลา 8 เดือน พวกเขาผ่านเรื่องอื้อฉาวและประเด็นปัญหากับรัฐบาลมากมาย มีบางคนที่คุณต้องเชื่อมั่น และถ้าย้อนกลับไปในปี 2018 จนถึงช่วงฤดูร้อนของปี 2019 อันน่าสยดสยอง ก็คงไม่มีใครคิดว่าคนเหล่านี้จะกลับมาได้”

อย่างไรก็ตาม Bill George ก็ยังเชื่อว่า ยังไงเสีย Meta ก็ไม่น่าจะกลับไปประสบความสำเร็จเหมือนตอนช่วงพีค ๆ อีกแล้ว ตราบใดที่ยังมี Mark Zuckerberg กุมบังเหียนอยู่

 ชายผู้ชอบโยนความผิดให้คนอื่น

หนังสือของ Bill George เขียนถึงลักษณะของเจ้านายที่ไม่ดี 5 ประเภท ซึ่ง Mark Zuckerberg ไม่เพียงแต่ถูกจัดอยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่อยู่ถึง 3 ประเภทด้วยกัน

อย่างแรกเลย Zuckerberg เป็นคนหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งเป็นประเภทของเจ้านายที่ไม่เต็มใจที่จะรับรู้หรือเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง และเอาแต่จะหาเหตุผลเข้าข้างตนเองเวลาที่ทำผิดพลาดโดยโยนความผิดนั้นให้คนอื่น

อย่างในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2022 Meta สูญเสียมูลค่าตลาดกว่า 232,000 ล้านดอลลาร์ (หุ้นตก) นับเป็นการลดลงในเชิงมูลค่าใน 1 วันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์หุ้นสหรัฐฯ โดย Mark Zuckerberg และผู้บริหารของเขาตำหนิผลลัพธ์จากปัจจัยหลายประการ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงนโยบายความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ Apple ทำให้ผู้โฆษณาไม่สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการยิงแอดโฆษณาได้อย่างแม่นยำเหมือนก่อน ส่งผลให้ Advertiser หลายเจ้าหันหลังให้กับ Facebook  และยังรวมไปถึงการแข่งขันอันดุเดือดจากคู่แข่งหน้าใหม่ไฟแรงอย่าง TikTok ที่นับวันก็จะฉกฉวยผู้ใช้จาก Facebook ให้ย้ายไปยังแพลตฟอร์มที่สดใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจมากกว่า

ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางและไม่ฟังคำแนะนำของใคร

Mark Zuckerberg เป็นคนที่รักสันโดษและมักหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับใครเป็นพิเศษ บุคคลประเภทนี้มักไม่ยอมรับความช่วยเหลือ คำแนะนำ หรือคำติชมใด ๆ จากใครทั้งสิ้น ซึ่งทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะก่อความผิดพลาดได้มาก

เป็นที่รู้กันดีว่า Zuckerberg นั้นเป็นคนที่เชื่อสัญชาตญาณตัวเองมากกว่าปฏิบัติตามระบบระเบียบขั้นตอน ซึ่งมันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาสร้าง Facebook ให้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรก ๆ เขาก็ได้รับคำแนะนำจากที่ปรึกษาที่เชื่อถือได้ซึ่งช่วยทำให้ธุรกิจของเขาประสบความสำเร็จ

ครั้งหนึ่ง Roger McNamee ผู้ร่วมก่อตั้ง Elevation Partners ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ส่วนบุคคล และนักลงทุนรายแรกใน Facebook โดยในปี 2006 McNamee เคยแนะนำให้ Zuckerberg ปฏิเสธข้อเสนอของ Yahoo ในการซื้อ Facebook ที่ราคา 1,000 ล้านดอลลาร์ เพราะมองว่า Facebook ยังสามารถเติบโตต่อได้อีกมาก และก็อย่างที่ McNamee คาดการณ์ไว้ Facebook กลายมาเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ในเวลาต่อมา McNamee ก็ยังเคยแนะนำให้ Zuckerberg จ้าง Sheryl Sandberg อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายสื่อโฆษณาของ Google ให้มาดำรงตำแหน่ง Chief Operating Officer หรือประธานเจ้าหน้าที่บริหารส่วนการดำเนินการ เพราะมองว่าเธอเป็นคนมีความสามารถและพรสวรรค์ซึ่งเธอเคยประสบความสำเร็จที่ Google มาแล้ว ต่อมา Sheryl ก็เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างธุรกิจโฆษณาและการดำเนินงานภายในของ Facebook เป็นอย่างมาก

ที่จริงในช่วงแรก Mark Zuckerberg ไม่ได้ทำตามคำแนะนำของ McNamee เท่าใดนัก แต่หลังจากนั้นไม่นานความจริงก็ปรากฏเมื่อพบว่าคำแนะนำของ McNamee ทั้ง 2 ครั้ง นั้นกลายเป็นจริงและทำให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างเช่นทุกวันนี้

ในปี 2016 McNamee เคยพยายามเตือน Mark Zuckerberg ถึงผลกระทบของการแทรกแซงของรัสเซียในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ บนแพลตฟอร์มของ Facebook ซึ่ง Zuckerberg ปฏิเสธที่จะไม่รับฟังคำเตือนของ McNamee เลย

ทำให้ในเวลาต่อมาหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ได้ข้อสรุปว่า Facebook นั้นมีส่วนทำให้รัสเซียเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และมีส่วนทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สภาคองเกรสถึงกับต้องเรียก Mark Zuckerberg เข้าไปชี้แจงถึงข้อพิพาทเกี่ยวกับคดีอื้อฉาวเรื่องการขายข้อมูลให้กับบุคคลที่สามอย่าง  Cambridge Analytica จนเป็นที่มาของซีรีส์ที่โด่งดังบน Netflix อย่าง The Great Hack

มุ่งแสวงหาแต่ชัยชนะและมองแต่เรื่องกำไรขาดทุน

สุดท้าย Mark  Zuckerberg คือผู้แสวงหาแต่ความรุ่งโรจน์ที่พร้อมที่จะยกให้ชื่อเสียงและความร่ำรวยอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ผู้บริหารประเภทนี้ไม่เคยพอใจกับสิ่งที่พวกเขามีอยู่จริง ๆ และเต็มใจที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อให้ไปถึงจุดสูงสุด แลกกับการได้รับชื่อเสียงและเงินทองมากขึ้น

Zuckerberg ให้ความสำคัญกับผลกำไรและการเติบโตของ Meta มากกว่าการรักษาคุณภาพของชุมชนผู้ใช้แม้จะเสียผู้ใช้หลายพันล้านคนก็ตาม จากการสืบสวนของ Wall Street Journal เมื่อปี 2021 พบว่า Instagram ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ Meta เป็นเจ้าของนั้นมีส่วนทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตของผู้ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กผู้หญิงวัยรุ่น การตรวจสอบพบว่า Meta เองก็เลือกที่จะไม่ดำเนินการใด ๆ กับปัญหานี้ เพราะกลัวว่าหากไปเปลี่ยนแปลงอะไรที่ผู้ใช้ไม่ชอบก็อาจเป็นการเสี่ยงสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดได้

ณ ปัจจุบันสถานการณ์ของ Meta ในแง่ความเป็นบริษัทจริง ๆ ก็ยังแข็งแรงอยู่ ตัว Mark Zuckerberg เองก็ยังคงริเริ่มพัฒนาโปรเจกต์ใหม่ ๆรวมถึงของที่มีในมืออยู่แล้วให้ออกมาดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น IG Reel หรือการพัฒนาอัลกอริทึมของ Facebook ให้ฟีด Short VDO ไปให้ตรงใจผู้ใช้มากขึ้น ส่วนหนึ่งก็คงเพราะอยากจะให้ผู้ใช้อยู่กับ Facebook ไปนาน ๆ

แต่ในเรื่องมูลค่าตามราคาตลาดหุ้นเราจะพบว่าถ้านับไป 1 ปีย้อนหลัง (ช่วงสิงหา-กันยา ปี 2021 ) ราคาหุ้น Meta เคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ราคาประมาณ 382 ดอลลาร์ต่อหุ้น แต่ปัจจุบันราคาหุ้นปรับตัวลงมาเหลือ 140 ดอลลาร์ต่อหุ้นเท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทำให้นักลงทุนที่เคยซื้อหุ้นเทคฯ ทุกราคาจากสมัยโควิด ก็ทยอยออกจากหุ้นที่ถือเรื่อย ๆ ส่วนอีกปัจจัยก็อาจจะสื่อได้ว่า อาจจะเกี่ยวกับอนาคตที่ไม่แน่นอนของ Meta หรือไม่ก็ถึงคราวขาลงของยักษ์ใหญ่ที่ครองบัลลังก์มานานกว่าสองทศวรรษก็เป็นไปได้ เราคงต้องติดตามกันต่อไป

 

อ้างอิง

cnbc.com

cnbc.com

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน