Italthai ก้าวใหม่ที่ท้าทาย

ดร. ชัยยุทธ กรรณสูต และมิสเตอร์ จิโอจิโอ เบลลินเจียรี่ คือ 2 สหายที่ร่วมกันก่อตั้งกลุ่มบริษัทอิตัลไทยขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2498 โดยมี 2 บริษัทหลักคือ กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและบริการด้านวิศวกรรม และกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมบริการและไลฟ์สไตล์

การทำธุรกิจที่เชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศและการพัฒนาประเทศไทยที่มีความแตกต่างกันคนละขั้ว มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยของตลาดโลกที่แตกต่างกันกลับช่วยเสริมกัน และทำให้กลุ่มอิตัลไทยมีความแข็งแรงทางด้านการเงินมาโดยตลอด

กลายเป็นความมั่นใจที่ทำให้ ยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อิตัลไทย ซึ่งเป็นผู้บริหารรุ่นที่ 3 ของกลุ่มนี้กล้าที่จะประกาศว่าภายในเวลา 5 ปี ข้างหน้าจะสร้างรายได้ให้โตขึ้นเป็น 2 เท่าภายใน 5 ปี

ยุทธศาสตร์สร้างรายได้เพิ่ม 2 เท่าตัวใน 5 ปี

ปีที่ผ่านมาอิตัลไทยมีรายได้ประมาณ 12,900 ล้านบาท อีก 5 ปีข้างหน้าตามเป้าหมายที่วางไว้จะต้องมีรายได้สูงถึงเท่าตัวคือ 25,800 ล้านบาท การตั้งเป้าอย่าง Aggressive ครั้งนี้เป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถานภาพทางการแข่งขันของกลุ่มบริษัทอิตัลไทยในยุคประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะเกิดขึ้น พร้อมเตรียมรับประโยชน์จากโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของประเทศกลุ่มเออีซี

ยุทธชัยกล่าวว่า “60 ปีที่ผ่านมาอิตัลไทยโตมาอย่างต่อเนื่องก็จริง แต่อีก 60 ปีข้างหน้าเราจะใช้วิธีการแบบเดิมๆไม่ได้แล้ว เพราะรับมือไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกและการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแน่นอน”

โดยได้เตรียมทุ่มเงินอีก 11,000 ล้านบาทลงทุนในส่วนของศูนย์บริการสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ และโรงงาน ตลอดจนการบริการใหม่ๆ รวมไปถึงการพัฒนาศักยภาพองค์กร ซึ่งทั้งหมดนี้จะเดินหน้าทำให้เห็นผลตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2562

ทั้ง 2 ส่วนธุรกิจถูกให้ความสำคัญอย่างเท่าเทียมกัน อิตัลไทยกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลได้วางกลยุทธ์ในการเติบโตไว้ 3 เรื่องคือ

1. การดำเนินกลยุทธ์แบบหลากหลายแบรนด์ ซึ่งจะสามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายในธุรกิจการก่อสร้างและการลำเลียงวัสดุได้อย่างครบวงจร

2. เพื่อกระตุ้นยอดขายและเพิ่มส่วนแบ่งตลาด คือการลงทุนอย่างจริงจังเพื่อขยายเครือข่ายทั่วประเทศให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นอีกเท่าตัว จากที่มีอยู่ 14 สาขา เพิ่มเป็น 30 สาขาภายในปี 2562 นอกจากนี้ยังได้เข้าไปเปิดสาขาในประเทศลาว ในนครเวียงจันทน์ และปากเซ รวมทั้งได้จัดตั้งหน่วยบริการในพื้นที่ในไซยะบุรีและหงสา เพื่อสนับสนุนลูกค้าในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ โดยในปีนี้ยังมีแผนจะเปิดสาขาใหม่ในจังหวัดนครสวรรค์ สุรินทร์ และสกลนครอีกด้วย

3. การจัดระบบที่จะช่วยให้สามารถทำงานประสานกับผู้รับเหมารายใหญ่สุดในประเทศได้อย่างใกล้ชิด

กลยุทธ์ด้านธุรกิจบริการด้านวิศวกรรม

1. กำลังขยายธุรกิจเข้าไปในตลาดเซ็กเตอร์ใหม่ๆ เพิ่มเติมจากฐานลูกค้าเดิมในกลุ่มวิศวกรรมเครื่องจักรกลไปสู่ลูกค้าในกลุ่มงานไฟฟ้าและวิศวกรรมโยธา

2. สยายปีกออกไปยังตลาดพื้นที่ใหม่ๆ เช่น การสร้างธุรกิจในพม่า โดยเน้นรับงานด้านวิศวกรรมภายในอาคาร ด้านไฟฟ้าและท่อประปา

3. โฟกัสกลุ่มพลังงานทดแทนอย่างโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์และพลังลม สร้างโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญ ซึ่งบริษัทตั้งเป้าเกินหน้าสู่การเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกในประเทศไทยที่เป็นตัวเลือกที่ลูกค้าต้องการใช้บริการภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า

โรงแรม & ไลฟ์สไตล์ ต้องโตแบบก้าวกระโดด

ยุทธชัย กล่าวว่า ได้วางเป้าหมายของการขยายธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้จำนวนโรงแรมในเครือออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ของกลุ่มอิตัลไทยเพิ่มขึ้นจาก 38 แห่งในปัจจุบันเป็นมากกว่า 100 แห่ง ด้วยจำนวนห้องพัก 18,500 ห้องใน 10 ประเทศภายในระยะเวลา 5 ปี

ปัจจุบันกลุ่มบริษัทอิตัลไทยดำเนินธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท 3 แบรนด์คือ แซฟฟรอน (Saffron) แบรนด์ระดับลักชัวรี่ อมารี (Amari) แบรนด์สำหรับตลาดระดับบน และ โอโซ่ (Ozo) แบรนด์สำหรับการบริการเฉพาะอย่างธุรกิจอื่นๆ

ส่วนกลุ่มธุรกิจบริการและไลฟ์สไตล์ ได้แก่ ‘เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ ซึ่งให้บริการภายใต้แบรนด์ ชามา ลักซ์ (Shama Luxe) ชามา (Shama) และ ชามา ไลท์ (Shama Lite)

อิตัลไทยกำลังลงทุนสร้างเครือข่ายในเอเชีย-แปซิฟิก รวมทั้งพัฒนาแบรนด์ที่เหมาะสมที่จะช่วยให้ดึงดูดลูกค้าได้ด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายในหลายระดับราคา

“ในต่างประเทศปัจจุบันนี้เรามีอยู่ใน 5 ประเทศที่โฟกัสมากๆ คือ ประเทศจีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และอาจจะมีที่ออสเตรเลียเกิดขึ้น” 

โดยในปี 2558 นี้ จะมีการเปิดโรงแรมใหม่ในประเทศมัลดีฟส์ มาเลเซีย ศรีลังกา และจีนด้วย

 “เราจะไปในทุกๆ แบรนด์ เช่น ในเมืองจีนเรามีชามา เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ ซึ่งมีฐานของออฟฟิศอยู่ที่ประเทศฮ่องกง ส่วนแบรนด์โอโซ (ประมาณ 3 ดาวขึ้นไป) ตอนนี้มีอยู่ในเมืองไทย ฮ่องกง และศรีลังกา มีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะไปที่ประเทศอินโดนีเซีย และอินเดีย”  

นอกจากนั้นยังมีธุรกิจ ‘สปา’ ภายใต้แบรนด์ มาย (Maai) สำหรับตลาดลักชัวรี่ และ บรีซ (Breeze) สำหรับตลาดระดับบน รวมทั้งยังเป็นผู้บริหารธุรกิจแฟรนไชส์ชาทีดับลิวจี (TWG Tea Franchise) ซึ่งมีเป้าหมายที่จะทำยอดขายให้เติบโตขึ้นมากกว่า 2 เท่า ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า“

ปัจจุบันรายได้ในเมืองไทยอยู่ที่ 80% จากต่างประเทศ 20% ภายใน 5 ปี ข้างหน้ากลุ่มโรงแรมในต่างประเทศ จะทำรายได้ให้กับกลุ่มอย่างน้อย 40-50%   ส่วนอุตสาหกรรมหลักรายได้จะมาจากเมืองไทยเป็นส่วนใหญ่

สำหรับยุทธศาสตร์ที่ค่อนข้าง Aggressive ยุทธชัยยอมรับว่าเรื่องที่ต้องระวังคือปัญหาของการรักษาบุคลากรขององค์กรทั้ง 2 กลุ่มธุรกิจ เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์กรไปด้วยกัน

“ยอมรับว่าในทุกเซ็กเตอร์ที่ทำตอนนี้จะขาดแคลนคน เป็นเพราะหลายองค์กรมีการขยายตัวเพื่อรับกับเออีซี การแย่งคนและดึงคนเลยเกิดขึ้นอย่างหนัก ทำอย่างไรที่ผมจะรักษาคนของเราไปพร้อมๆ กับการเพิ่มประสิทธิภาพของบริษัทอิตาเลียนไทย”

                ยุทธชัย ผู้บริหารคนรุ่นใหม่ไฟแรงให้ความเห็นถึงปัจจัยเสี่ยงอย่างแรกที่เขาต้องรีบบริหารจัดการ

 

เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล 

อ่านเนื้อหาเต็มๆ ได้จาก Marketeer ฉบับที่ 181 เดือน มีนาคม