การแข่งขันในตลาดมือถือจอพับเริ่มสนุกขึ้น หลังจากที่ออปโป้เปิดตัวมือถือจอพับซีรีส์ใหม่เพิ่มสองรุ่น OPPO Find N3 และ Find N3 Flip เข้ามาเสริมทัพมือถือจอพับ OPPO Find N2 Flip ที่เคยนำเข้ามาบุกตลาดไทยก่อนหน้านั้น
การเข้ามาของสมาร์ตโฟนจอพับในประเทศไทยของออปโป้ ถือเป็นน้องใหม่ในตลาด หลังจากที่ซัมซุงเข้ามาเปิดตลาดเป็นรายแรก และตามมาด้วยสมาร์ตโฟนจอพับแบรนด์ต่าง ๆ รวมถึงออปโป้
ซึ่งในตลาดสมาร์ตโฟนจอพับไทยยังไม่มีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นทางการจากบริษัทวิจัยตลาด
แต่ถ้ามองไปที่ยอดการเติบโตของตลาดสมาร์ตโฟนในประเทศไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงก่อนจบไตรมาส 3/2566 ชานนท์ จิรายุกุล ประธานกรรมการอาวุโสฝ่ายบริหารออปโป้ แห่งประเทศไทยให้ข้อมูลว่ามียอดจำหน่ายของจำนวนเครื่องที่ลดลง 10% จากช่วงเดียวกันปีที่ผ่าน แต่มีมูลค่าการเติบโตเพิ่มขึ้น 2-3%
เหตุผลมาจากยอดจำหน่ายที่ลดลงของสมาร์ตโฟนระดับล่าง และเติบโตที่เพิ่มขึ้นของสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียม
ซึ่งในตลาดสมาร์ตโฟนระดับไฮเอนด์ มีสมาร์ตโฟนจอพับเป็นหนึ่งในเซกเมนต์พรีเมียม
ส่วนตลาดโลก อ้างอิงจาก Counterpoint คาดการณ์สมาร์ตโฟนจอพับจะถูกส่งออกไปจำหน่ายจำนวนมากถึง 55 ล้านเครื่องในปี 2568 เติบโต 4 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2565
หรือมียอดขายคิดเป็นสัดส่วน 16% ในตลาดสมาร์ตโฟนรวมในปี 2568 มีสัดส่วนที่เติบโตเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีสัดส่วน 7%
สำหรับการเข้ามาทำตลาดของสมาร์ตโฟนจอพับของออปโป้ในประเทศไทยหลังจากเปิดตัวรุ่นใหม่ OPPO Find N3 และ Find N3 Flip ออปโป้ต้องการเข้ามาเพิ่มสัดส่วนการตลาดของแบรนด์ออปโป้ให้เพิ่มสูงขึ้น
โดยในปัจจุบันชานนท์ให้ข้อมูลว่าออปโป้มีส่วนแบ่งตลาดในสมาร์ตโฟนไทยเป็นอันดับสอง แต่ไม่มีการเปิดเผยถึงตัวเลขส่วนแบ่งตลาดให้กับสื่อมวลชน
เกมการตลาดของออปโป้ในการผลักดันการเติบโตของสมาร์ตโฟนทั้งสองรุ่นนี้ประกอบด้วย
1. ตั้งราคา Value for Money บนสเปกที่มากกว่าคู่แข่งอย่างซัมซุง ด้วยราคาเปิดตัวที่ 34,900 บาทในรุ่น Find N3 Flip และ 69,900 บาทในรุ่น Find N3 พร้อมของสมนาคุณ และโปรโมชั่นร่วมกับโอเปอเรเตอร์
ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติในด้านต่าง ๆ เช่น กล้องที่มีความละเอียดสูง, จอด้านนอกที่สามารถใช้งานได้จริงเทียบเท่ากับจอด้านใน, จอด้านในกางออกให้ความรู้สึกที่เรียบแทบไร้รอยพับ, คุณสมบัติชาร์จไว, มีคุณสมบัติการใช้งานเทียบเท่ากับสมาร์ตโฟนหน้าจอปกติทั่วไป, สามารถพับกางได้มากถึง 600,000 ครั้งในรุ่น N3 และ 1 ล้านครั้งในรุ่น N3 Flip, การรับประกันระดับโลก และบริการหลังการขาย เป็นต้น
ซึ่งการพัฒนาตัวเครื่องและเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์การใช้งานมาจากออปโป้มองว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในการซื้อสมาร์ตโฟนจะเลือกซื้อจากดีไซน์และเทคโนโลยีที่ตอบสนองการใช้งาน พร้อมกับความต้องการบริการหลังการขายที่ดี
2. จับตลาดเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านภาพลักษณ์สมาร์ตโฟนระดับแฟลกชิป
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ออปโป้ประเทศไทยเน้นกลยุทธ์การบุกตลาดและสร้างภาพลักษณ์ผ่านสมาร์ตโฟนรุ่นแฟลกชิปในทุกกลุ่มราคาเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป็นหลัก
การให้ความสำคัญกับสมาร์ตโฟนรุ่นแฟลกชิปเป็นกลยุทธ์ที่สร้างการเติบโตให้กับออปโป้ และภาพลักษณ์แบรนด์ออปโป้ในตลาดสมาร์ตโฟนประเทศไทยในฐานะแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับสมาร์ตโฟนรุ่นแฟลกชิปได้อย่างน่าสนใจ
ที่ผ่านมา ออปโป้ให้ข้อมูลว่าสามารถสร้าง Brand Awareness ให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากถึง 99% ในประเทศไทย
และการมาของสมาร์ตโฟนจอพับทั้งสองรุ่นนี้ ออปโป้ยังคงใช้จุดขายความเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแฟลกชิป เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายอายุ 20-25 ปีเป็นหลัก
โดยในรุ่น Find N3 สมาร์ตโฟนจอใหญ่ พับด้านข้าง เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ชีวิต Work-Life Balance ชื่นชอบการทำงานไปพร้อมกับการท่องเที่ยวและการถ่ายภาพ
รุ่น Find N3 Flip เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชอบการถ่ายภาพเพื่อลงโซเชียล ชอบอัปเดตเทรนด์ใหม่ และชอบแฟชั่น
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาหลังจากที่ออปโป้เปิดตัวสมาร์ตโฟนฝาพับ OPPO Find N2 Flip เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเป็นรุ่นแรกเมื่อมีนาคม 2566 สามารถสร้างปรากฏการณ์พาแบรนด์ออปโป้ครองส่วนแบ่งตลาดได้มากถึง 55% ในเดือนแรกที่ออกจำหน่าย
และสามารถพาออปโป้ขยับส่วนแบ่งตลาดจากปี 2565 ที่ออปโป้มีส่วนแบ่งตลาดอันดับสองที่ 17.9% ไล่ตามซัมซุงเบอร์หนึ่งที่มีส่วนแบ่งตลาด 24.0% เพิ่มขึ้น 22.3% เป็นอันดับสองรองจากซัมซุงที่มีส่วนแบ่งตลาด 23.8
ส่วนอันดับสาม ไอโฟน ส่วนแบ่งตลาด 19.4% ข้อมูลนี้อ้างอิงจาก IDC
–
