หลานม่า ถือเป็นหนังที่ทำรายได้สูงสุดให้กับ GDH นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2559 เป็นรายได้ที่มากกว่าบุพเพสันนิวาส 2 และ ฉลาดเกมโกง

และบิวกิ้น คุณยายแต๋ว เป็นพระเอก นางเอก 1,000 ล้าน เทียบเคียงกับมาริโอ้ และใหม่ ดาวิกา ที่เคยทำได้ในเรื่อง พี่มาก ในปี 2556

จีนา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด กล่าว

ความสำเร็จของหลานมา มาพร้อมกับรายได้จากการจำหน่ายตั๋วทั่วโลกรวมกันถึง 1,200 ล้านบาท (อ้างอิง 17 กรกฎาคม 2567) จากการเข้าฉายในไทย และ 12 ประเทศที่หลานม่าเข้าโรงเป็นที่เรียบร้อย ได้แก่ อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, ลาว, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เวียดนาม, กัมพูชา, เมียนมา,ไต้หวัน, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และฮ่องกง

และมีรายได้ในครึ่งปีแรก 2567 จากบ็อกซ์ออฟฟิศ (กรุงเทพฯ และเชียงใหม่) มากถึง172 ล้านบาท และทำรายได้ทั่วประเทศไทย 399 ล้านบาท

สำหรับหลานม่าในตลาดต่างประเทศเป็นการเติบโตที่เกินจากที่คาดการณ์ไว้ จนปัจจุบัน หลานม่าเป็นหนังที่ทำรายได้สูงสุดให้กับ GDH ในต่างประเทศ และหลานม่ายังเป็นหนังไทยที่ทำรายได้สูงสุดในเซาท์อีสต์เอเชีย

โดยเริ่มจากอินโดนีเซีย เป็นประเทศแรกที่หลานม่าออกนอกประเทศ พร้อมการตอบรับด้วยการเป็นหนังไทยที่ทำรายได้สูงสุดในอินโดนีเซีย และเป็นรายได้ที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่ตั๋วหนังในอินโดนีเซียถูกกว่าไทย

และจีนาคาดการณ์ว่าหลานม่าจะสามารถสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากรอเข้าไปฉายในจีน, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น รวมถึงตลาดยุโรปอย่างเบลเยียม, บรูไน ลักแซมเบิร์ก และจับมือกับสถานทูตนำหลานม่าฉายเฉพาะกิจในประเทศที่หลานม่าไม่ได้เข้าโรง โดยตลาดยุโรปถือเป็นตลาดใหม่ของ GDH ในการเข้าไปทำความรู้จัก พร้อมกับเข้าร่วมงานภาพยนตร์เมืองคานส์

ซึ่งตลาดจีนเป็นตลาดที่จีนาเชื่อว่าจะสร้างปรากฏการณ์ด้านยอดขายตั๋วมากกว่า ฉลาดเกมโกง หนังที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในประเทศจีน ที่สร้างรายได้จากการขายตั๋วกว่า 2,800 ล้านบาท

ส่วนการเดินหน้าพาหลานม่าบุกตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จีนาเชื่อว่าจากกระแสของหลานม่าในต่างประเทศจะทำให้กระแสหลานม่าในไทยกลับมาเช่นกัน โดยในปัจจุบันหลานม่ายังฉายที่เซ็นทรัลเวิลด์ และ SF กำลังจะนำหลานม่ากลับมาเข้าโรงอีกครั้งในบางสาขา เพื่อให้คนที่ยังไม่เคยดูในโรงภาพยนตร์เข้ามาดูหลานม่าเพิ่มขึ้น

การบุกตลาดต่างประเทศของหลานม่า เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่จีนาเคยวางไว้

การบุกตลาดต่างประเทศของหลานม่าเป็นโรดแมปที่วางไว้ตั้งแต่ต้น ในการพาหนังเรื่องนี้เดินทางฉายในเซาท์อีสต์เอเชีย, จีน และบุกตลาดไปตามประเทศต่าง ๆ จากการมองเห็นหนังเรื่องนี้เป็นหนังครอบครัวที่ดี สื่อถึงความกตัญญู ความรัก ความปรองดองและไม่ปรองดอง ที่เป็นสากล

จากปรากฏการณ์หลานม่า ทำให้ในปีนี้จีนาคาดการณ์รายได้ของ GDH จะจบที่ 590 ล้านบาท เติบโต 57% จากปี 2566 ที่มีรายได้ 214 ล้านบาท โดยสัดส่วน 60% เป็นรายได้ที่เกิดจากหลานม่าที่กลับเข้ามาใน GDH

แบ่งเป็น รายได้จากภาพยนตร์ในไทย 217 ล้านบาท สัดส่วน 37%

รายได้จากต่างประเทศ 230 ล้านบาท สัดส่วน 39% ซึ่งรายได้จากต่างประเทศในปีนี้คาดการณ์เติบโตจากปีที่ผ่านมา 5 เท่า

ซึ่งสัดส่วนรายได้ต่างประเทศที่มากกว่ารายได้ในประเทศไทย เป็นหนึ่งในทิศทางที่จีนาได้วางไว้ว่าในอนาคตจะพา GDH เติบโตไปในต่างประเทศมากกว่าประเทศไทย เนื่องจากตลาดต่างประเทศเป็นตลาดใหม่ที่ GDH เข้าไปบุกและในอนาคตมีอัตราส่วนค่อย ๆ เติบโตมากขึ้น

และ หลานม่า เป็นหนังที่พา GDH เปิดตัวในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างดี

ส่วนในอนาคต จีนาให้ข้อมูลว่าจะเห็นหนังจาก GDH ไปไกลมากกว่าประเทศไทย ทั้งทั่วเซาท์อีสต์เอเชีย และประเทศอื่น ๆ

ซึ่งตลาดต่างประเทศเป็นตลาดที่มีความท้าทายในเรื่องการแข่งขันจากหนังโลคอลจากค่ายหนังในประเทศนั้น ๆ และหนังจากต่างประเทศที่เข้ามาฉายที่ดึงดูดเม็ดเงินคนดู

และโอกาสที่จะสร้างความสำเร็จในต่างประเทศจำเป็นที่จะต้องผ่านกลยุทธ์

1. สร้างความสำเร็จในไทย เพื่อเป็นโอกาสสู่ความสำเร็จในต่างประเทศ

2. จับมือกับพาร์ตเนอร์ในการร่วมทุนในการทำหนังโปรเจกต์ในอนาคต ทั้งพาร์ตเนอร์ไทย และต่างประเทศ ด้วยการนำจุดแข็งของพาร์ตเนอร์มาช่วยเติมเต็มให้กับ GDH ที่ไม่ใช่เรื่องเงินเป็นหลัก และ GDH ตั้งทีม Business Development ขึ้นมาใหม่ เพื่อลุยธุรกิจร่วมกับพาร์ตเนอร์โดยเฉพาะ

3. เชิญผู้ร่วมทุนในแต่ละประเทศที่มีจุดแข็งในแต่ละประเทศ เช่น ช่องทางสื่อ ช่องทางการตลาด และอื่น ๆ เพื่อขับเคลื่อนให้หนังของ GDH ไปไกลมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันอยู่ระหว่างพูดคุยกับพาร์ตเนอร์อินโดนีเซีย เกาหลี และเวียดนามในการร่วมทุน

นอกเหนือจากตลาดต่างประเทศ จีนายังวางกลยุทธ์พาแบรนด์ GDH ให้เด็กลง พร้อมกับการสร้างรายได้ใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น เช่น การจับมือกับเสื้อยืดแบรนด์ยืดเปล่า ทำ Merchandise จำหน่าย

รวมถึงนำคอนเทนต์หนังพัฒนาไปยังในแอเรียอื่น ๆ เช่น นำหนังไปทำเป็นเกม หรือสุขภาพ ซึ่งในปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา 

อย่างไรก็ดี สำหรับหนังของ GDH ในปีนี้ จะฉายทั้งหมด 3 เรื่อง ได้แก่ หลานม่า, วิมานหนาม และ 404 สุขีนิรันดร์..RUN RUN

และปี 2568 คาดการณ์จะมีหนังทั้งสิ้น 3-4 เรื่อง

ได้แก่ Flat Girls หนังแนว Coming of Age/Drama

Beauty of The Beat แนวเวรี่คอมเมดี้

และหนังเรื่องที่นำ บิวกิ้นและพีพี ร่วมแสดง พร้อมจับมือกับ Billkin Entertainment และ PP Krit Entertainment ทำร่วมกัน ในชื่อที่เรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า Project Red  ในรูปแบบหนังคอมเมดี้ เพื่อนำศักยภาพของ Billkin Entertainment และ PP Krit Entertainment มาต่อยอดให้กับหนังเรื่องนี้

สำหรับตลาดหนังในประเทศไทยในปีนี้ จีนาคาดการณ์ว่าจะมีหนังเข้าฉาย 150 เรื่อง ทำรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศ (กรุงเทพฯ และเชียงใหม่) ประมาณ 1,233 ล้านบาท แบ่งเป็นหนังไทย 23 เรื่อง ทำรายได้ 439 ล้านบาท หนังเทศ 127 เรื่อง ทำรายได้ 785 ล้านบาท


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer