ทราบหรือไม่ว่า “SME” ที่หลายคนคุ้นเคยกับภาพธุรกิจขนาดเล็ก เช่น ร้านอาหาร ร้านค้าออนไลน์ กิจการครอบครัว หรือโรงงานห้องแถว ในเชิงของตัวเลขเศรษฐกิจ กลับไม่ได้เล็กอย่างที่คิด
*จากข้อมูลระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME กว่า 3.2 ล้านราย คิดเป็นกว่า 99% ของธุรกิจทั้งหมดในประเทศ เป็นแหล่งจ้างงานของคนไทยกว่า 12 ล้านคน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นประมาณ 35% ของ GDP ประเทศ
ตัวเลขเหล่านี้นำเสนอข้อเท็จจริงสำคัญว่า “SME เสมือนเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ” ความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจนี้จะส่งผลโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจภาพรวม ตั้งแต่ตัวผู้ประกอบการ แรงงาน คู่ค้า ไปจนถึงห่วงโซ่เศรษฐกิจทั้งระบบ
เมื่อเศรษฐกิจไทยเติบโตจากผู้ประกอบการรายเล็ก
แม้ผู้ประกอบการ Micro SME จะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ แต่หลายธุรกิจยังเผชิญความท้าทายในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ทั้งจากข้อจำกัดด้านหลักประกัน เอกสารทางการเงิน รวมถึงความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว
**ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ณ ไตรมาส 4 ปี 2568 สินเชื่อธุรกิจ SME ของระบบธนาคารพาณิชย์หดตัว 4.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์โดยรวมหดตัว 1.1% แสดงให้เห็นว่าการเข้าถึงแหล่งเงินทุนยังคงเป็นโจทย์สำคัญของผู้ประกอบการ Micro SME
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ***ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ยังคงมุ่งให้บริการกลุ่มผู้ประกอบการ Micro SME อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ธนาคารมีอัตราการเติบโตของสินเชื่อ Micro SME 13.1% ตอกย้ำการเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการ Micro SME แม้ตลาดสินเชื่อโดยรวมยังเผชิญแรงกดดัน
พอร์ตสินเชื่อรวมของธนาคารเติบโตจาก 144,157 ล้านบาท ในปี 2566 เป็น 181,866 ล้านบาท ในปี 2568 และเพิ่มเป็น 194,081 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 ขณะที่สินเชื่อ Micro SME มีมูลค่า 132,067 ล้านบาท เติบโตเกือบ 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นเกือบ 70% ของพอร์ตสินเชื่อรวม สะท้อนว่า Micro SME คือกลุ่มลูกค้าหลักที่ธนาคารให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง
เพราะมองว่าการเปิดโอกาสให้ธุรกิจรายเล็กเข้าถึงแหล่งเงินทุน ไม่เพียงช่วยเสริมสภาพคล่องและต่อยอดกิจการ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการจ้างงาน การลงทุน และการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ดีไซน์เครื่องมือทางการเงิน เพื่อตอบโจทย์ในแต่ละสถานการณ์
การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสนับสนุนผู้ประกอบการ Micro SME เพราะในแต่ละช่วงเวลา ธุรกิจต้องเผชิญความท้าทายที่แตกต่างกัน ธนาคารไทยเครดิตจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับบริบททางเศรษฐกิจและความต้องการของผู้ประกอบการในแต่ละสถานการณ์
จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในปี 2562 กับการเปิดตัว “สินเชื่อ SME กล้าให้” เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบให้กับผู้ประกอบการ Micro SME ที่มีศักยภาพ และช่วยลดข้อจำกัดในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน
ในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤต COVID-19 ธนาคารได้ออกมาตรการพักชำระหนี้และเพิ่มสภาพคล่อง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประคับประคองธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดการสนับสนุนผ่าน STANDBY Community และโครงการฝึกอบรมหลักสูตร Micro MBA ที่มุ่งเสริมองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย และเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ

เมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงชะลอตัว ไทยเครดิตยังคงพัฒนาทางเลือกด้านสินเชื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ผ่าน “สินเชื่อ SME กล้าสู้” ที่ใช้แนวคิด Risk-based Pricing ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของลูกค้า และต่อยอดด้วย “สินเชื่อ SME กล้าช่วย” ที่เปิดโอกาสให้นำอสังหาริมทรัพย์มาเป็นหลักประกัน ภายใต้หลักการ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง” (SMEs Secure+) ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและขยายทางเลือกในการเข้าถึงเงินทุน
แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในแต่ละช่วงเวลาสะท้อนปรัชญา “Everyone Matters – ทุกคนคือคนสำคัญ” ที่ธนาคารไทยเครดิตยึดถือมาโดยตลอด สินเชื่อจึงได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการในแต่ละบริบท เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง สนับสนุนการดำเนินธุรกิจ และสร้างโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อผู้ประกอบการ Micro SME แข็งแรง เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน
ติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์และโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://sme.thaicreditbank.com/th
#STANDBYเคียงข้างSME #ThaiCredit #EveryoneMatters #ทุกคนคือคนสำคัญ #SMEsSecure
ที่มาของข้อมูล :
*สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
**ธนาคารแห่งประเทศไทย
***ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน)
