15 สิงหาคม 2567 Warner Music Asia ได้เข้ามาลงทุนใน GMM Music ในเงินสด 370 ล้านบาท และจ่ายเงินประกันขั้นต่ำ (Minimum Guarantee) 315 ล้านบาท พร้อมกับ Joint Venture Operation จัดตั้งค่ายเพลงใหม่เพื่อสร้างการเติบโตให้กับ GMM Music ในอนาคต

ซึ่งความร่วมมือนี้ GMM Music มองว่าเป็นการร่วมลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจเพลงของ GMM Music 4 ประการ ได้แก่

1. สร้างรายได้การเติบโตจากการขยายไปสู่ตลาดโลกผ่านระบบจัดจำหน่าย Global Distribution จากกลุ่ม Warner บนแพลตฟอร์ม Digital Streaming อย่าง Spotify และ Apple Music ซึ่งในปีที่ผ่านมาทั้งสองแพลตฟอร์ม มียอดการใช้งานเติบโต 86% และ 54% ตามลำดับ พร้อมกับต่อยอดอุตสาหกรรมเพลงไทยในฐานะประเทศที่มีตลาดเพลงที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้

2. จับมือกันขยายธุรกิจบริหารศิลปิน และพัฒนาผลงานเพลงใหม่ ๆ ของศิลปินจากทั้งสองฝ่าย ภายใต้เครือข่ายการบริหารศิลปินทั่วโลกของกลุ่ม Warner เพื่อสร้างการเติบโตต่อเนื่องตลอด 3 ปีต่อจากนี้

3. เกิดการลงทุนร่วมแบบ Joint-Venture Operation จัดตั้งค่ายเพลงเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตร่วมกัน ซึ่งจะมีการพัฒนาศิลปินและเพลงใหม่ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น แลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ และการเข้าถึงทรัพยากรด้านการผลิตระดับแนวหน้าของโลก

4. เป็นส่วนหนึ่งในการ Unlock Value มูลค่าบริษัทของ GMM Music ที่มูลค่ามากกว่า 25,000 ล้านบาท และเป็นหนึ่งในการปูทางให้ GMM Music Spring-off ตัวเอง ทำ IPO สู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันข้างหน้า

โดยในปีที่ผ่านมาก่อน GMM Music จะจับมือกับ Warner Music Asia มีรายได้ 3,914 ล้านบาท เติบโตขึ้น 27% กำไรสุทธิ 402 ล้านบาท เติบโตขึ้น 32%

และหลังจากความร่วมมือกับ Warner Music Asia ทาง GMM Music วางเป้าหมายว่าจะสร้างกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเท่าตัวในปี 2573

ซึ่งการจับมือของ GMM และค่ายเพลงระดับโลกอย่าง Warner Music Asia เกิดขึ้นหลังจาก 1 ปีกว่าที่ RS Music ประกาศจับมือกับ Universal Music Group เดือนมิถุนายน 2566 ในรูปแบบ Joint Venture ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์จัดตั้งบริษัทใหม่ ในชื่อบริษัท RS UMG จำกัด เพื่อร่วมกันบริหารจัดการสิทธิ์เพลง และคอนเทนต์ที่เกี่ยวเนื่อง เช่น มิวสิกวิดีโอ เนื้อเพลง บทประพันธ์รูปภาพ ภาพถ่ายต่าง ๆ รวมถึงสิทธิภายใต้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์จากเพลงที่มีของ RS ทั้งหมดในช่องทางออนไลน์ทั้งไทยและต่างประเทศ

ส่วนบริษัท TCC หรือ บริษัท จัดเก็บลิขสิทธิ์ไทย ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการสิทธิ์เพลง และคอนเทนต์ที่เกี่ยวเนื่องที่ RS Music มีอยู่เดิม ทำหน้าที่จัดเก็บลิขสิทธิ์จากช่องทางออฟไลน์เท่านั้น

โดยบริษัท RS UMG จดทะเบียนในวันที่ 25 สิงหาคม 2566 ด้วยทุนจดทะเบียน 1,590.1 ล้านบาท ผ่านการลงทุนของ RS 30% และ Universal Music Group 70%

การจับมือกับ Universal Music Group ทาง RS Music มีจุดมุ่งหมาย 4 ประการคือ

1. สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลิขสิทธิ์เพลงของ RS ไปยังตลาดโลกผ่านช่องทางดิจิทัล ที่ Universal Music Group มีอยู่ทั้งหมด เพื่อสร้างการรับรู้ในเพลงของ RS Music ไปทั่วโลก พร้อมรายได้ใหม่ ๆ จากช่องทางออนไลน์ เช่น Youtube, Apple Music, Meta, Spotify, TikTok และ Joox เป็นต้น

2. นำความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีใหม่ ๆ จาก Universal Music Group เสริมศักยภาพให้กับ RS Music

3. ต่อยอดไปสู่ธุรกิจเพลงและธุรกิจอื่นที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

4. เป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจ RS Music Spin-off ตัวเองทำ IPO เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ

และหลังจากที่บริษัท RS UMG จำกัด จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในวันที่ 25 สิงหาคม 2566

ปีที่ผ่านมีผลประกอบการ รายได้รวม 35.37 ล้านบาท กำไร 12.02 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ดี สำหรับความร่วมมือกับค่ายเพลงระดับโลกของค่ายเพลงไทยทั้งสองราย ยังมีเป้าหมายเดียวกันคือ

การมองเห็นโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมเพลงทั่วโลกผ่านโลกออนไลน์

อ้างอิงจาก สมาพันธ์ผู้ผลิตสิ่งบันทึกเสียงระหว่างประเทศ (International Federation of the Phonographic Industry : IFPI) พบว่าในปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเพลงทั่วโลก เติบโตมากถึง 10.2% เมื่อเทียบกับปี 2565 การเติบโตนี้มาจากบริการเพลงสตรีมมิ่งออนไลน์ในรูปแบบจ่ายค่าบริการรายเดือนที่มีการเติบโตมากถึง 11.2%

และเป็นบริการที่สร้างสัดส่วนรายได้มากถึง 48.9% ในมูลค่าตลาดเพลงโลกที่มีมูลค่า 28,600 ล้านดอลลาร์ ( ประมาณ 1 ล้านล้านบาท)

แต่ถ้ามองไปที่ตลาดเพลงสตรีมมิ่งทั้งหมด มีสัดส่วนมากถึง 67.3% ของมูลค่าตลาดเพลงรวม

รองลงมา ได้แก่ Physical เช่น ในรูปแบบซีดี แผ่นเสียง และอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ดิจิทัล 17.8%

สิทธิในงานด้านดนตรี 9.5%

Downloads and other digital 3.2%

และ Synchronization 2.2%

 

แต่ถ้ามองไปที่ภูมิภาคที่ตลาดเพลงมีมูลค่าการเติบสูงสุด ได้แก่

แอฟริกาใต้ซาฮารา เติบโต 24.7%

ลาตินอเมริกา 19.4%

เอเชีย 14.9%

ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ 14.4%

โอเชียเนีย 10.8%

ยุโรป 8.9%

สหรัฐอเมริกาและแคนาดา 7.4%

 

และในวันที่เสียงเพลงที่ไร้พรมแดน จึงเป็นหนึ่งในโอกาสที่ RS Music และ GMM Music จะเติบโต