หลังจากที่ธนาคารไทยพาณิชย์หรือ SCB ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ไปเมื่อต้นปี ที่มาพร้อมกลยุทธ์ “Going Upside Down” (กลับหัวตีลังกา) โดยมีภารกิจ “SCB Transformation” เพื่อเป้าหมายการเป็น “The Most Admired Bank”
การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นให้เห็นทั้งองค์กรไม่เว้นแม้แต่กลุ่มลูกค้า SME ที่ พิกุล ศรีมหันต์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าเอสเอ็มอี ธนาคารไทยพาณิชย์ บอกว่า ต้องนำกลยุทธ์ Going Upside Down มาปรับใช้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในครึ่งปีหลัง 2018
“ด้วยความที่ SCB เป็นช้างตัวใหญ่ที่เทอะทะ แต่ช้างตัวนี้กำลังอยากจะเดินและวิ่ง ดังนั้น SCB จึงต้องทำให้ตัวเองลีนให้มากที่สุด ซึ่งในมุมของฝั่งเอสเอ็มอีการลีนจะไม่ได้เกิดขึ้นแค่ SCB เท่านั้น แต่เราจะช่วยลูกค้ามาลีนไปพร้อมดัน ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล”

โดย SCB จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างลูกค้าเอสเอ็มอี กับสตาร์ทอัพผู้ให้บริการด้านต่างๆ ที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบออนไลน์เป็นเครื่องมือในการบริการลูกค้า เพื่อนำมาต่อยอดธุรกิจหรือแก้ไขปัญหาของผู้ประกอบการที่มีอยู่ (pain point) ด้วยต้นทุนที่ถูกลงแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยเฉพาะการเพิ่มช่องทางการขายสินค้าบนระบบดิจิทัลที่จะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกที่ทุกเวลาพร้อมระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพลดขั้นตอนและความยุ่งยากทำให้สินค้าถึงมือผู้รับได้อย่างรวดเร็ว องค์ประกอบเหล่านี้จะนำไปสู่การเพิ่มยอดขายให้กับเอสเอ็มอีต่อไป
ปัจจุบันมีเครือข่ายแล้ว 50 ราย เช่น เรดดี้ แพลนเน็ต, ฟาสต์เวิร์ค เทคโนโลยี , แอ็คเคาท์ติ้ง ทรานส์ฟอร์เมชั่นส์, ซีแมนทิค ทัช และ MyCloudFulfillment หากเป้าหมายจริงๆที่ต้องการคือหลักพันราย ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะเกิดขึ้นใน ศูนย์ลูกค้าธุรกิจ หรือ Business Center ที่เป็นหนึ่งในโมเดลสาขาใหม่ของ SCB ซึ่งเกิดจากการปรับสาขาเดิม โดยสาขารูปแบบเดิมกว่า 1,200 สาขา ภายใน 3 ปีจะถูกปรับให้เหลือ 400 สาขา ส่วนอีก 800 สาขาจะถูกเปลี่ยนให้เป็นรูปแบบอื่นๆ

SCB Business Center หนึ่งในโมเดลสาขาใหม่ของ SCB
Business Center จะไม่ได้แยกออกมาตั้งเดี่ยวๆ แต่จะแบ่งพื้นที่ของสาขาเดิมออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ยังทำหน้าที่ธุรกรรมปรกติ สำหรับลูกค้าทั่วไป และส่วนที่เป็น Business Center สำหรับลูกค้าเอสเอ็มอี โดยวางคอนเซ็ปต์ให้เป็นแหล่งที่รวบรวมบริการที่จำเป็น ทั้งด้านธุรกรรมทางการเงินและด้านอื่นๆ ครอบคลุมทั้ง การทำ Digital Marketing การสร้างแบรนด์ให้กับธุรกิจ การหาโซลูชั่นทางด้าน Logistics และการทำธุรกิจเฟรนไชส์
พร้อมทั้งมีกูรูที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจเป็นที่ปรึกษาให้กับเอสเอ็มอีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดจนการจัดสัมมนาและ Workshop เป็นประจำทุกสัปดาห์เพื่ออัพเดทความรู้
ปัจจุบันมีแล้ว 5 สาขา ในกรุงเทพ 4 สาขา และต่างจังหวัด 1 สาขา มียอดทราฟฟิคประมาณ 20 ต่อวัน แต่ถ้า Workshop ก็จะได้เพิ่มเป็น 80 คน โดยที่ Workshop จะจัดเฉลี่ยละ 2 ครั้ง ครั้งละ 40 คน ผู้ที่เข้าฟังได้จะต้องเป็นลูกค้าของ SCB ก่อน ส่วนพนักงานถ้าไม่มี Workshop ก็ต้องแบ่งกันออกไปพบลูกค้าข้างนอก
ปีนี้วางแผนที่จะเปิดเพิ่มอีก 50 สาขา และภายใน 3 ปีจะเพิ่มเป็น 200 สาขา โดยจะมี 2 โมเดลได้แก่ 1.ขนาดใหญ่มีพื้นที่ 300 ตารางเมตร ใช้งบลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท มีพนักงานประจำ 10-20 คน เมื่อรวมกับส่วนที่ทำธุรกิจสำหรับลูกค้าทั่วไป จะมีพื้นที่ทั้งหมด 450 ตารางเมตร ใชงบลงทุนประมาณ 20-30 ล้านบาท และ 2.ขนาดกลางมีพื้นที่ 150 ตารางเมตร ใช้งบลงทุนประมาณ 5 ล้านบาท
พิกุลบอกว่าโมเดลขนาดใหญ่วางแผนที่จะมีอย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง และในกรุงเทพกับปริมณฑล 20 แห่ง
ปัจจุบัน SCB มีลูกค้าเอสเอ็มอีอยู่ในพอร์ตราว 5 แสนราย สินเชื่อคงค้างปีนี้จะขยายตัวได้ถึง 7% โดยมียอดสินเชื่อคงค้างจำนวน 3.6 แสนล้านบาท NPL 7.6% ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 80,000 ล้านบาท โดยไตรมาสแรกปล่อยไปแล้ว 5,000 ล้านบาท

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /
