เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย ที่ก่อตั้งโดย บริษัทโคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด และบริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) และสภาเกษตรกรแห่งชาติ จัดงาน “บริหารจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริสู่ความยั่งยืน” เพื่อถ่ายทอดความสำเร็จของโครงการ “รักน้ำ” ที่ส่งเสริมให้ชุมชนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามแนวพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืนโดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง

 

โดยได้รับเกียรติจาก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานในงานและเยี่ยมชมนิทรรศการรวมถึงในส่วนจัดแสดงของมูลนิธิโคคา-โคลา และพบปะกับผู้แทนชุมชนตัวอย่างภายใต้โครงการ “รักน้ำ” เช่น ชุมชนบ้านลิ่มทอง จังหวัดบุรีรัมย์, ชุมชนตำบลบึงชำอ้อ จังหวัดปทุมธานี และชุมชนบ้านแม่ตาลน้อย จังหวัดลำปาง ซึ่งประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แม้ท่ามกลางวิกฤตภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน

 

โคคา-โคลา ดำเนินโครงการ “รักน้ำ” ผ่าน มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 โดยร่วมมือกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ องค์กรไม่แสวงกำไร และชุมชน ดำเนินการจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้กรอบการทำงาน 3 R’s คือ

  1. Reduce ลดปริมาณการใช้น้ำในโรงงานและการผลิตให้ได้ร้อยละ 25 ภายในปี 2563 เมื่อเทียบกับปี 2553
  2. Recycle บำบัดน้ำจากกระบวนการผลิตจนได้น้ำสะอาดในระดับที่สัตว์น้ำสามารถอาศัยอยู่ได้ และนำน้ำส่วนหนึ่งกลับมาใช้ในกิจกรรมอื่นๆ ในโรงงานนอกเหนือจากการผลิตเครื่องดื่ม
  3. Replenish คืนน้ำสู่ชุมชนและธรรมชาติในปริมาณเทียบเท่ากับปริมาณที่ใช้ในการผลิตเครื่องดื่ม ภายในปี 2563 ซึ่งปัจจุบัน สามารถคืนน้ำสู่ชุมชนและธรรมชาติได้เกินกว่าปริมาณที่ใช้ในการผลิตเครื่องดื่มได้แล้ว

 

โครงการ “รักน้ำ” ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในรูปแบบประชารัฐ เพื่อสร้างต้นแบบและองค์ความรู้การจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนที่ชาวบ้านดำเนินการต่อได้เอง และเป็นตัวอย่างให้ชุมชนอื่นๆ เริ่มดำเนินรอยตามโมเดลที่ไม่ซับซ้อนแต่มีประสิทธิผลที่ยั่งยืน

ปัจจุบัน โครงการ “รักน้ำ” สร้างประโยชน์แก่ประชาชนทั่วประเทศกว่า 1 ล้านคน ทั้งทางตรงและทางอ้อมแล้ว