dtac Accelerate ปี 3 หนุนสตาร์อัพหน้าใหม่เต็มรูปแบบ

ดีแทคมั่นใจเปิดตัวโครงการ dtac Accelerate Batch #3 สานต่อความสำเร็จจากโครงการในปีที่ผ่านมา จับมือพันธมิตรและผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทย (Thai Tech Entrepreneurs) ร่วมสร้างโมเดลการปั้นสตาร์ทอัพหน้าใหม่แบบโตไว (fast growth) จัดหาทรัพยากรทั้งหมดที่จำเป็นอย่างครบมิติ พร้อมเชิญรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จมาเป็นโค้ชแบบ 1:1  ตั้งเป้าสร้างผลสำเร็จสูงสุด เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นธุรกิจที่เติบโต พร้อมทุ่มงบอีกกว่า 20 ล้านบาท สร้างโคเวิร์คกิ้งสเปซ (co-working space) ในบ้านดีแทค

 

ในปีที่ผ่านมาสตาร์ทอัพอีโคซีสเต็ม (startup eco system) ของไทยได้เติบโตขึ้นอย่างมาก ทั้งในแง่ของจำนวนผู้ประกอบการที่มีเพิ่มมากขึ้น และลูกค้าที่สนใจเข้ามาทดลองบริการที่มีความหลากหลาย อันเนื่องมาจากความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเข้าถึงโครงข่าย 3G ที่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ และให้บริการ 4G ในเมืองใหญ่  ความแพร่หลายของสมาร์ทโฟนราคาถูก ข้อมูลจาก OVUM คาดการณ์ว่า 80% ของคนไทยจะมีสมาร์ทโฟนใช้ในปี 2563(ค.ศ 2020)  และรายงานจากมาสเตอร์คาร์ดเวิร์ลไวด์ยังระบุด้วยว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในเรื่องการจ่ายเงินทางออนไลน์ เป็นอันดับที่ 22 รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทย ที่พร้อมการเปิดรับ ทดลองบริการใหม่ๆ  ล้วนส่งผลในเชิงบวกให้แก่อุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก ส่งผลให้นักลงทุนชาวต่างชาติ  เริ่มมองเห็นศักยภาพและให้จัดลำดับความสำคัญของประเทศไทยไว้ในอันดับต้นๆของประเทศในอาเซียน และ dtac Accelerate เองก็มีส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันอุตสาหกรรมให้เติบโต อันจะเห็นได้จากการส่งเสริมให้สตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการในปี 2557 ได้เติบโตและมีบทบาทสำคัญในวงการสตาร์ทอัพไทย

 

นายลาร์ส โอเคะ นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “เห็นได้ชัดเจนว่าในปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเทคสตาร์ทอัพ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความโดดเด่นอย่างมาก โดยถือเป็นตลาดใหม่ และพัฒนาอย่างรวดเร็วจนเป็นที่จับตามองของนักลงทุนจากทั่วโลก ในปีนี้เราเริ่มเห็นความตื่นตัวของภาครัฐและภาคเอกชนในหลายๆประเทศ เกิดผู้ประกอบการหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ไปจนถึงการรวมตัวกันของสตาร์ทอัพคอมมูนิตี้ หน่วยงานต่างๆในระดับภูมิภาค ประเทศไทยกำลังมุ่งสร้าง “เศรษฐกิจดิจิทัล”(Digital Economy) เพื่อก้าวไปสู่การแข่งขันในอนาคต นั่นหมายความว่าภาครัฐภาคเอกชนรวมถึงดีแทค ต่างก็พยายามช่วยกันผลักดันให้เกิดระบบนิเวศน์และนวัตกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้บริการและคอนเท้นท์ต่างๆ ความมุ่งมั่นที่จะสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลจึงขึ้นอยู่กับระบบนิเวศน์ ที่รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่เพียงพอ การใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดจากผู้ใช้บริการ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และจิตวิญญาณของผู้ประกอบการ และสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรและเอื้อต่อธุรกิจ มีรายงานที่น่าสนใจจาก The Economist เกี่ยวกับการจัดอันดับประเทศตามมูลค่าของ 3 บริษัทอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุด ระบุว่าประเทศไทยติดหนึ่งใน 40 อันดับแรก ที่มีมูลค่าของ 3 บริษัทอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดรวมกันมากกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แสดงว่าระบบนิเวศน์นวัตกรรมเหล่านี้ให้อำนาจต่อปัจเจกบุคคลและสังคม ผ่านการสร้างโอกาสในการสร้างสรรค์โซลูชั่นและส่งมอบบริการใหม่ๆ

 

dtac AccelerateBatch#3 ปีนี้ได้ให้ความพิเศษสำหรับทีมที่เข้าร่วมโครงการมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ครบมิติทุกด้าน โดยทันทีที่บริษัทฯผ่านการคัดเลือกในวันแรกจะได้รับเงินทุนทีมละ 5 แสนบาท ถึง 1.5 ล้านบาท พร้อมรับเงินสนับสนุนในเชิงพาณิชย์ (Commercialization support) ต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มเข้า Boot Camp วันแรก ได้โอกาสในการทำตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้าของผู้ให้บริการมือถือ 14 ราย คิดเป็นจำนวนลูกค้าทั้งหมด 186 ล้านเลขหมาย  ทั่วโลก ได้รับเครดิตจาก Amazon Web Service มูลค่า 30,000 บาท พร้อมการฝึกอบรมและทางทีมงานวิศวกรจาก Amazon และที่ปรึกษาทางกฎหมายจากทีมกฎหมายดีแทค ได้สถานที่ทำงานที่ dtac Acclerate coworking space อาคารจามจุรี สแควร์ จำนวนทีมละ 5 ที่นั่งตลอดระยะเวลา 1 ปี และที่สำคัญทุกทีมจะได้รับที่ปรึกษา (mentor) แบบ 1:1 จากผู้ประกอบการไทยที่ประสบความสำเร็จ 5 ท่าน คือ นายทิวาจาก Kaidee.com, นายสมหวัง Paysbut, นายยอด Wongnai.com, นายไว Prizeza.com และนายชาญ จาก Taamkru.com ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของโครงการ

 

นายแอนดริว กวาลเซท ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่าย Corporate Strategy and Business Innovation  ดีแทค กล่าวว่า “dtac Accelerate ปีนี้ยังเปิดกว้างให้กับผู้ที่สนใจทั้ง 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรก Incubation ที่มีไอเดียแล้วแต่ยังไม่มีผลงาน และมีแผนโมเดลธุรกิจ และกลุ่มที่สอง กลุ่ม Acceleration มีผลงานและเริ่มมีโมเดลทางธุรกิจที่ชัดเจน  แต่ต้องการปรับปรุง พัฒนาและผลักดันให้ผลิตภัณฑ์เติบโต มากขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยปีนี้ได้เปิดกว้างให้ผู้ที่สนใจสามารถส่งผลงานเข้ามาได้หลากหลายประเภท เช่น โมบายล์แอพพลิเคชั่นสำหรับ consumer, Digital content เช่นการศึกษา  เพลง เกม ความบันเทิง หนังสือ, IOT (internet of things), eCommerce / mCommerce,  แอพพลิเคชั่นสำหรับกลุ่มองค์กรหรือSME , Social Enterprise, Social Network Service.”

 

โครงการจะเปิดรับสมัครผลงานตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม – 31 พฤษภาคม 2558 ผู้ที่สนใจสามารถส่งผลงานนำเสนอแนวคิด แผนการดำเนินงาน วิธีการใช้งาน การสร้างรายได้ กลุ่มเป้าหมาย ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ หรือเข้ามาดูรายละเอียดและกรอกใบสมัครได้ที่ http:accelerate.dtac.co.th พบกิจกรรมพิเศษ Pitch Clinic ให้คำแนะนำในการเตรียม proposal ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2558  โดยจะมีการคัดเลือกผลงาน 20 ทีมแรก ในวันที่ 1 – 2 มิถุนายน 2558 หลังจากนั้นจัดนำเสนอผลงานในรอบแรก (Pitch day) 5 ทีมสุดท้ายในวันที่ 11  มิถุนายน 2558 เริ่มคอร์สอบรม intensive boot camp  ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ตุลาคม 2558 และนำเสนอผลงานรอบสุดท้ายประกาศผลในวัน Demo day ในเดือนตุลาคมนี้