ความเปลี่ยนแปลงร้ายแรงสุดที่ไม่มีบริษัทไหน-แบรนด์ใดอยากให้เกิดขึ้นคือ การที่ซีอีโอถูกปลดด้วยเหตุอื้อฉาว เพราะทำให้เกิดสุญญากาศในด้านบริหาร ต้องตกเป็นเป้าสายตา และย่อมส่งผลต่อตัวเลขในการดำเนินธุรกิจ และภาพลักษณ์ด้วย
โชคร้ายที่เรื่องนี้กำลังเกิดขึ้นกับยักษ์แบรนด์อาหารและเครื่องดื่มระดับโลก อย่างไรก็ตามวิกฤตครั้งนี้อาจไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด เพราะหากมองมุมบวก นี่คือโอกาสให้ซีอีโอใหม่ได้พิสูจน์ฝีมือ และพาองค์กรไปสู่ทิศทางใหม่ๆ
1 กันยายนที่ผ่านมา Nestle ได้สั่งปลด Laurent Freixe พ้นตำแหน่งซีอีโอและให้มีผลทันที จากกรณีที่ไปมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งเรื่องนี้ทำให้บอร์ดบริหารต้องกุมขมับ เพราะเขาเพิ่งอยู่ในตำแหน่งมาเพียง 1 ปีเท่านั้น
ซ้ำร้ายยังเป็นการถูกปลดท่ามกลางขาลงขององค์กร ทั้งจากรายได้ลดลง 1.8% มาอยู่ที่ 113,660 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.1 ล้านล้านบาท) และกำไรก็ลดลง 10.3%
อันเป็นผลมาจากยอดขายในจีนตกหลังผู้บริโภคต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด เพราะเศรษฐกิจซบเซา แม้ว่าจะมีการปรับขึ้นราคาสินค้าตามต้นทุนโกโก้และกาแฟที่สูงขึ้นแล้วก็ตาม
ผลสืบเนื่องจากข่าวปลด Laurent Freixe ฉุดให้ราคาหุ้น Nestle ร่วงลงไป 3.5% ด้านบอร์ดบริหารที่จับตาดูสถานการณ์ด้วยความกังวล จึงต้องเลือกคนที่เหมาะสมมากู้วิกฤต จนนำมาสู่การเลื่อน Philipp Navratil ซีอีโอของ Nespresso ขึ้นเป็นซีอีโอคนใหม่ และเริ่มงานทันที
Philipp Navratil
Patrik Schwendimann นักวิเคราะห์จากธนาคาร Zurich Cantonal Bank มองว่า การเปลี่ยนหัวเรือใหญ่อย่างกะทันหันอาจสร้างความไม่แน่นอนขึ้นได้ แต่ในทางกลับกัน อาจเร่งให้ Nestlé คิดหาจุดแข็งต่างๆ เพื่อพลิกฟื้นธุรกิจให้เร็วที่สุด
ขณะที่ Andreas von Arx นักวิเคราะห์จากธนาคารเพื่อการลงทุน Baader Helvea ชี้ว่า แนวทางการบริหารของ Laurent Freixe ที่พยายามจะกลับไปใช้ “สูตรสำเร็จแบบเก่าๆ ของ Nestlé” ก็ไม่เป็นที่ประทับใจของนักลงทุนอยู่แล้ว
ดังนั้นหาก Philipp Navratil ผลักดันการปฏิรูปองค์กรอย่างแท้จริง และเดินหน้าแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่บริษัทกำลังเผชิญอยู่ สถานการณ์ก็อาจดีขึ้นมาได้
สำหรับ Philipp Navratil ซีอีโอคนใหม่ของ Nestle ที่ต้องมารับงานท่ามกลางมรสุมครั้งนี้ ปัจจุบันอายุ 49 ปี โดยอยู่กับ Nestlé มาตั้งแต่ปี 2001 และมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานตามลำดับ
จากนั้นปี 2020 ดูแลเรื่องนวัตกรรมของ Nescafé และความร่วมมือกับ Starbucks ต่อด้วยขึ้นเป็นซีอีโอของแบรนด์ Nespresso เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว
นี่ทำให้เขาเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม โดย Jon Cox จากบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหาร Kepler Cheuvreux เห็นว่า Philipp Navratil มีผลงานที่ยอดเยี่ยมในธุรกิจกาแฟ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของ Nestlé

โดยภารกิจของเขาคือการผลักดันแผนฟื้นฟูบริษัทให้กลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและมีกำไรที่สม่ำเสมอตามแบบฉบับของ Nestlé
ขณะที่ Jean-Philippe Bertschy นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษาการลงทุน Vontobel เสริมว่า การแต่งตั้งนาฟราทิลเป็นการส่งสัญญาณว่า Nestlé กำลังเดิมพันกับผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ทำงานที่ตรงไปตรงมา มีความทะเยอทะยาน และมุ่งเน้นผลลัพธ์อย่างไม่ลดละ ภารกิจแรกๆ ของเขาคือการพา Nestlé ออกจากวงจรข่าวเชิงลบที่เกิดขึ้นในปัจจุบันให้ได้โดยเร็วที่สุด
ทว่าความท้าทายของ Nestle ในยุคของซีอีโอ Philipp Navratil ไม่ได้มีแค่การฟื้นฟูภาพลักษณ์เท่านั้น เพราะนี่คือองค์กรระดับโลกที่มีแบรนด์ใต้ชายคามากกว่า 2,000 แบรนด์ มีสินค้าขายกระจายอยู่ทั่วโลก ประกอบกับยอดขายในปัจจุบันก็ยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจซบเซา
ดังนั้นซีอีโอ Gen X ผู้นี้จึงต้องกระจายงานให้ผู้บริหารแบรนด์ต่างๆ ในเครือ และหาทางพาองค์กรฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจอีกด้วย / japantoday, afp
