CEA เปิดยุทธศาสตร์ 2026 ปั้นไทยสู่ “Creative Nation” ด้วยเศรษฐกิจฐานทรัพย์สินทางปัญญา (Creative IP Economy) เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดการรับจ้างผลิต (OEM) และรับมือความท้าทายจาก AI และการแข่งขันโลก โดยชูจุดแข็งด้านคอนเทนต์ งานดีไซน์ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น มุ่งมั่นผลักดันมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ปีนี้ เติบโตขึ้น 5%

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ Creative Economy Agency (CEA) ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น “Creative Nation” ในการประกาศแผนงาน CEA Strategic Direction 2026

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการ CEA ได้ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์การแข่งขันของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย เมื่อเปรียบเทียบกับบริบทโลกและประเทศอื่น ๆ สามารถวิเคราะห์ได้ในมิติต่าง ๆ ดังนี้

1. ศักยภาพและมูลค่าทางเศรษฐกิจเทียบกับค่าเฉลี่ยโลก

ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมและศักยภาพในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่โดดเด่น ปัจจุบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8% ของ GDP ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่าภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีความแข็งแกร่งและเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

2. การเปลี่ยนโฉมการแข่งขัน จาก “รับจ้างผลิต” สู่ “เจ้าของ IP”

จุดเปลี่ยนสำคัญของการแข่งขันคือ ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันด้วยโมเดลเศรษฐกิจเดิมที่เน้นการรับจ้างผลิต (OEM) หรือการแข่งขันด้านราคาและค่าแรงต่ำได้อีกต่อไป เนื่องจากคู่แข่งในโลกเปลี่ยนไปและกติกาโลกเปลี่ยน เช่น ภูมิรัฐศาสตร์และ AI

หากลองเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ จะพบว่ากุญแจสำคัญคือ ระบบทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ประเทศเหล่านี้มุ่งเน้นการสร้างและขาย IP กินยาวในระดับโลก ในขณะที่ศิลปินและค่ายเพลงไทยในอดีตมักหารายได้จากการจ้างงาน

มองว่าศิลปินไทยมีความสามารถส่วนตัวสูง แต่ขาดระบบสนับสนุนที่แข็งแรงเหมือนเกาหลีใต้ ศิลปินเกาหลีมีหน้าที่ฝึกฝนและสร้างผลงาน ในขณะที่ภาครัฐและเอกชนช่วยเรื่องเงินทุนและโมเดลธุรกิจ แต่ศิลปินไทยมักต้อง “ทำเองทั้งหมด” ตั้งแต่หาทุนไปจนถึงการปกป้องสิทธิของตนเอง ซึ่งเป็นอุปสรรคในการแข่งขันระยะยาว

3. จุดแข็งที่แตกต่างของไทยในเวทีโลก

แม้จะมีความท้าทาย แต่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยก็มีจุดเด่นที่ลอกเลียนแบบได้ยากและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

Service & Hospitality : ประเทศไทยมีความโดดเด่นเรื่องความใส่ใจ และความประณีต ซึ่งเมื่อนำมาผนวกกับอุตสาหกรรมอย่าง Medical Tourism หรือ Wellness จะกลายเป็นธุรกิจใหม่ที่มีมูลค่าสูงและชนะคู่แข่งได้

Content Hub : แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง WeTV ยังมองว่าประเทศไทยเป็นตลาดแรกในการขยายธุรกิจนอกจีน เนื่องจากมีระบบนิเวศที่พร้อม ทั้งบุคลากรและศักยภาพในการผลิตคอนเทนต์ โดยเฉพาะคอนเทนต์ซีรีส์วายไทย ทั้ง BL – Boy’s Love, GL – Girls’ Love ที่ได้รับความนิยมไม่ใช่แค่ในเอเชียแต่ไปไกลถึงระดับโลก

Craft & Design : ไทยมีความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมแฟชั่น งานคราฟต์ และงานออกแบบ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอื่น ๆ

4. กลยุทธ์การแข่งขันใหม่ ขาย “ความหมาย” แทน “สินค้า”

เพื่อให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย แข่งขันได้ในระดับ Creative Nation แนวทางใหม่คือ การเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าเชิงปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่า และเปลี่ยนจากการส่งออกสินค้าเป็นการส่งออกความหมาย

ตัวอย่างเช่น พัฒนาอาหารสู่ศิลปะการกินอาหาร หรือ เปลี่ยนจากสินค้าเกษตรธรรมดา เป็นสินค้าที่มีเรื่องราวและแบรนด์

อีกทั้งการนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และทำลายกำแพงภาษา ก็จะทำให้คอนเทนต์ไทยเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

ซึ่งในส่วนของ CEA จะเดินหน้าทำหน้าที่เป็นผู้สร้างระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดความเสี่ยงให้กับภาคธุรกิจ เพื่อให้เอกชนกล้าลงทุนสร้างสรรค์ผลงานในระยะยาวต่อเนื่อง

CEA วางเป้าหมายหลักในการเปลี่ยน “ทุนวัฒนธรรม” ให้เป็น “เศรษฐกิจฐานทรัพย์สินทางปัญญา” (Creative IP Economy) ผ่านกลยุทธ์ต่าง ๆ เริ่มต้นจากการใช้ข้อมูลและ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของนักสร้างสรรค์ พร้อมทั้งผลักดันการใช้ Soft Power ผ่านการสร้างแบรนด์เมืองในโครงการ “เนรมิต” เพื่อดึงดูดการลงทุนและการท่องเที่ยว

CEA ยังมุ่งเน้นการพัฒนาเมืองและพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ผ่านแผนการยกระดับ “ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ” หรือ Thailand Creative & Design Center (TCDC) 

ไฮไลต์สำคัญคือ การเปิดตัว TCDC สงขลา ในช่วงกลางปี 2026 ซึ่งจะตั้งอยู่บริเวณย่านเมืองเก่าสงขลา เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ครอบคลุม 14 จังหวัดภาคใต้ โดยคาดการณ์ว่าจะเริ่มเปิดทดลองระบบและให้บริการเต็มรูปแบบได้ประมาณเดือนกรกฎาคมนี้

ควบคู่ไปกับการขยายเครือข่าย New TCDC ให้ครบ 20 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันการดำเนินงานในระยะแรกจำนวน 10 แห่ง อยู่ระหว่างการก่อสร้างและเตรียมทยอยเปิดให้บริการตั้งแต่ปีนี้ โดยแต่ละแห่งจะถูกออกแบบภายใต้แนวคิดที่ดึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น ภาคเหนือเน้นเรื่องไม้ที่แพร่และสุขภาพที่เชียงราย ภาคอีสานมุ่งเน้นอุตสาหกรรมคอนเทนต์ที่ศรีสะเกษและเทศกาลที่อุบลราชธานี ส่วนภาคใต้จะเน้นการท่องเที่ยวที่ภูเก็ตและวัฒนธรรมที่ปัตตานี 

สำหรับโครงการในระยะที่สองอีก 10 จังหวัดที่เหลือนั้น อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาคัดเลือกพื้นที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างเมืองสร้างสรรค์ที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน

ส่วนของงาน Bangkok Design Week (BKKDW) ซึ่งปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2026 รวมระยะเวลา 11 วันเต็ม ใน 4 ย่านหลัก ได้แก่ ย่านเจริญกรุง – ตลาดน้อย, ย่านพระนคร, ย่านปากคลองตลาด, ย่านบางลำพู – ข้าวสาร และพื้นที่อื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ

ตัวงานถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเมืองแบบ “Festival-Led City Development” ซึ่งไม่ใช่เพียงการจัดอีเวนต์ชั่วคราว แต่เป็นการใช้พื้นที่เมืองเป็น “Sandbox” หรือพื้นที่ทดลองเพื่อแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิต เช่น การทดลองต้นแบบป้ายรถเมล์หรือการฟื้นฟูย่านเมืองเก่าอย่างทรงวาด ซึ่งประเมินว่าเทศกาลนี้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนได้สูงถึง 5,000 – 8,000 ล้านบาทต่อปี 

และในปีนี้ CEA มีเป้าหมายยกระดับ BKKDW ให้เป็นเทศกาลงานออกแบบระดับเอเชีย โดยมีการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มธุรกิจ B2B อย่าง “Thailand Creative House” เข้าไปในเทศกาลเพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้าและบริการสร้างสรรค์จริง และยังได้รับความร่วมมือจากกรุงเทพมหานครในการอำนวยความสะดวกด้านพื้นที่สาธารณะ

ในด้านแผนการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ คอนเทนต์ ดนตรี โฆษณา และการออกแบบ ดำเนินงานผ่านโครงการบ่มเพาะเชิงลึกอย่าง Content Lab และ Music Lab เพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะทางธุรกิจและสามารถสร้าง IP ที่มีมาตรฐานสากล เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างแท้จริง 

CEA ยังได้เตรียมสร้างแพลตฟอร์มการค้าระดับนานาชาติ โดยจะมีการจัดงาน “Thailand International Content IP Expo” (TICIP) ซึ่งจะเป็นมหกรรมซื้อขายคอนเทนต์และ IP แบบ B2B ที่ใหญ่ที่สุดในไทย ร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงโครงการ “Music Exchange” ที่จะผลักดันศิลปินไทยไปแสดงในเทศกาลดนตรีระดับโลก

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ทั้งหมด CEA ตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2026 จะสามารถสร้างผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์มืออาชีพเพิ่มขึ้นกว่า 300,000 ราย เกิดผลงานทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ (New IP) ในเชิงพาณิชย์มากกว่า 350 รายการ ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจสร้างสรรค์ได้ถึง 30% และผลักดันให้มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เติบโตขึ้น 5%