ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจต้นปี 2569 ที่หลายธุรกิจเลือก “Play Safe” เพื่อรอดูสถานการณ์

แต่สำหรับ บมจ. มากุโระ กรุ๊ป (MAGURO) ภายใต้การนำของ “จักรกฤติ สายสมบูรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง

กลับเลือกที่จะ “สวนกระแส” ประกาศแผนรุกขยายอาณาจักรอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียมครั้งใหญ่

ด้วยงบลงทุน 200-300 ล้านบาท พร้อมเป้าหมายรายได้เติบโตกว่า 30% ผ่านกลยุทธ์ Cost Control ที่ชาญฉลาดและการขยายสาขาที่แม่นยำ

ซึ่งไฮไลต์สำคัญของปีนี้ ไม่ใช่แค่การขยายสาขาเดิม แต่คือการนำเข้า 2 แบรนด์แม่เหล็กระดับตำนานจากญี่ปุ่น

เพื่อเติมเต็ม Ecosystem และเจาะช่องว่างตลาดที่คู่แข่งยังเข้าไม่ถึง

เปิดตัว IPPE KOPPE จิ๊กซอว์ชิ้นใหม่

โดยในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2569 MAGURO Group เตรียมประเดิมตลาดด้วยการเปิดตัว “IPPE KOPPE” (อิปเปะ คปเปะ) ในเดือนเมษายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ซึ่งแบรนด์นี้จะไม่ใช่ร้านแกงกะหรี่ธรรมดา แต่จะเป็นร้านระดับ Specialist หรือร้านที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ที่แตกไลน์มาจาก Tonkatsu AOKI ร้านหมูทอดชื่อดัง ที่ MAGURO เคยนำเข้ามาสร้างปรากฏการณ์คิวยาวมาแล้ว

โดยความน่าสนใจของ IPPE KOPPE คือดีกรีร้านแกงกะหรี่ท็อป 100 จาก Tabelog (เว็บไซต์รีวิวอาหารอันดับ 1 ของญี่ปุ่น) ต่อเนื่องถึง 6 สมัย

ซึ่งจุดขายของแบรนด์นี้ จะใช้จุดแข็งเรื่องหมูทอดทงคัตสึของ AOKI มาผสานกับน้ำแกงกะหรี่สูตรเข้มข้นที่ปรุงมาเพื่อทานคู่กันโดยเฉพาะ

รวมถึงยังวาง Positioning แบรนด์ให้เข้าถึงง่าย เจาะกลุ่มคนทำงาน และคนรุ่นใหม่ที่มองหามื้ออาหารคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า

เดินหน้าต่อเนื่องกับ “Ginza Onodera” ซูชิสายพาน

ส่วนในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2569 MAGURO Group เตรียมเปิดศึกชิงส่วนแบ่งตลาด Kaiten Sushi (ซูชิสายพาน) มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท

ด้วยการนำเข้าแบรนด์ “Kaiten Sushi Ginza Onodera” (ไคเต็น ซูชิ กินซ่า โอโนเดระ)

ซึ่งความพิเศษของดีลนี้คือการร่วมมือกับเครือ Onodera Group ผู้บริหารร้านอาหารระดับโลก

เพื่อเปิด Flagship Store ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ เซ็นทรัลเวิลด์

โดยวางตำแหน่งเป็น “Premium Mass” ที่ใช้วัตถุดิบเกรดเดียวกับ Omakase มาเสิร์ฟบนสายพาน แต่ราคาจับต้องได้

เพื่อให้ผู้บริโภคควบคุมงบประมาณ (Budget Control) ในการทานได้เอง

Roadmap 2569 ขยาย 20 สาขา

นอกจากการปั้นแบรนด์ใหม่ MAGURO Group ยังเร่งเครื่องขยายสาขาแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโออีกกว่า 20 แห่ง เพื่อให้สิ้นปี 2569 มีจำนวนร้านรวมกว่า 73 สาขา

โดยเบื้องต้นจะเน้นโฟกัสที่แบรนด์เรือธงและดาวรุ่งที่ทำกำไรได้ดี ได้แก่

  • HITORI SHABU 5 สาขา (แบรนด์ดาวรุ่งที่สร้างผลงานได้โดดเด่น)
  • MAGURO 4 สาขา (แบรนด์หลักที่สร้างรายได้ 50% ให้บริษัท)
  • KIWAMIYA 4 สาขา (แฮมเบิร์กยอดนิยม)
  • Bincho 3 สาขา
  • Tonkatsu AOKI 1 สาขา

รวมถึงแบรนด์ใหม่อย่าง Kaiten Sushi Ginza Onodera และ IPPE KOPPE อีกแบรนด์ละ 1 สาขา และอาจมีเซอร์ไพรส์แบรนด์ใหม่อีก 1 แบรนด์ในช่วงท้ายปี

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจ MAGURO Group ประเมินว่าไตรมาส 1-2 ปีนี้อาจยังซึมจากกำลังซื้อที่แผ่วลง

แต่เชื่อมั่นว่าบรรยากาศจะดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง หากเสถียรภาพทางการเมืองนิ่งและการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐเข้าสู่ระบบ

ส่วนแผนระยะยาวในปี 2570 บริษัทเตรียมขยายฐานออกสู่ต่างจังหวัด โดยเล็งเมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง พัทยาและภูเก็ต

เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว โดยจะขนทัพแบรนด์เรือธงอย่าง MAGURO, HITORI SHABU และ Tonkatsu AOKI ไปเปิดตลาด

การเคลื่อนไหวของ MAGURO Group ในปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่ “แม่นยำ” ในการเลือกเล่นในตลาดที่มี Growth Potential

และความ “กล้า” ที่จะลงทุนสร้างประสบการณ์ระดับ World Class เพื่อดึงดูดผู้บริโภคที่โหยหาสิ่งใหม่ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย