ธุรกิจสนามฟุตบอลหญ้าเทียมในไทยตามปกติแล้วเป็นธุรกิจที่ “สนามใครสนามมัน”
เจ้าของแต่ละที่มักดูแลกันเอง เปิดเป็นสนามเดี่ยวประจำย่าน ไม่ได้ขยายเป็นเชนหรือสาขาเหมือนธุรกิจร้านอาหารหรือร้านกาแฟ
แต่กลับมีแบรนด์หนึ่งที่ฉีกไปจากภาพจำเดิม คือ “Grand Soccer Pro” สนามฟุตบอลหญ้าเทียมที่ขยายสาขาไปทั่วกรุงเทพฯ จนเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของธุรกิจนี้
Grand Soccer Pro เป็นธุรกิจของครอบครัว เริ่มต้นทำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551
จุดเริ่มต้นไม่ได้ซับซ้อนเลย มาจากความชอบส่วนตัวของคนทำ
และเกิดจากการเล็งเห็นโอกาส จากพฤติกรรมคนไทยที่ชอบดูบอล และชอบเตะบอล จึงหันมาสนใจทำธุรกิจสนามฟุตบอลอย่างจริงจัง
ในยุคนั้น สนามฟุตบอลหญ้าเทียมยังไม่ได้แพร่หลายฝังตัวอยู่ตามชุมชนเหมือนทุกวันนี้
การเข้ามาทำธุรกิจนี้ของ Grand Soccer Pro จึงถือเป็นการบุกเบิกธุรกิจสนามหญ้าเทียมรุ่นแรกๆ ของประเทศไทย ก่อนที่ธุรกิจนี้จะแพร่หลายและหาได้ทั่วไปตามชุมชนเหมือนในยุคปัจจุบัน
หากวิเคราะห์ในแง่ของตัวธุรกิจ สนามฟุตบอลเป็นกลุ่มธุรกิจที่มี “Demand” หรือความต้องการจากกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนและแน่นอนอยู่แล้ว
พฤติกรรมของคนเตะบอลคือ เมื่อมาลองเตะแล้วรู้สึกประทับใจ ก็มักจะกลับมาเตะซ้ำที่สนามเดิม
เกิดการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน หาคนมาแจม จองสนามเดิม และเวลาเดิม
กลายเป็นกิจกรรมประจำสัปดาห์ที่ทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ หลายเดือนหรือหลายปี
พฤติกรรมแบบนี้ทำให้การตลาดของธุรกิจสนามฟุตบอลพึ่งพาการบอกต่อแบบปากต่อปากเป็นหลัก
เป็นการตลาดที่ทรงพลังมาก และช่วยสร้างกระแสเงินสดให้กับธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
ยิ่งถ้าสนามไหนมีคุณภาพดี หญ้าเนียน ไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ ลูกฟุตบอลได้มาตรฐาน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน คนก็ยิ่งชอบและอยากมาเป็นพิเศษ
ผลลัพธ์คือ คิวจองในช่วงเย็นและค่ำของทุกวัน ซึ่งเป็นช่วง Prime Time จะเต็มตลอดเวลาแบบไม่เคยว่าง
แต่การจะเติบโตเป็นเชนใหญ่ได้ ต้องมีมากกว่านั้นอีก
สิ่งสำคัญที่สุดที่ Grand Soccer Pro มองเห็นคือ “ต้องมีหลังคา”
เพราะสนามที่มีหลังคาจะทำให้ลูกค้าเล่นได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องกังวลปัญหาช่วงหน้าฝนที่มักเป็นอุปสรรคใหญ่ของสนามฟุตบอลกลางแจ้งทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางลำบาก หรือสนามน้ำท่วมจนเตะไม่ได้
การมีหลังคาจึงช่วยแก้ Pain Point ตรงนี้ได้เป็นอย่างดี
จากการสืบค้นข้อมูล พบประเด็นที่น่าสนใจว่า ธุรกิจในเครือยังมีส่วนงานที่ให้บริการดูแลหญ้าและพื้นสนามให้กับสนามฟุตบอลอื่นๆ ทั่วประเทศด้วย
มีความเป็นไปได้ว่ามีความเชี่ยวชาญด้านการดูแลพื้นหญ้าอยู่แล้วในตัว ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ช่วยหนุนธุรกิจสนามของตัวเองให้อยู่ในมาตรฐานที่ดีอย่างสม่ำเสมอ
ธุรกิจของ Grand Soccer Pro ยังต่อยอดไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ที่ทำให้เกิดรายได้และกระแสเงินสดเข้าสนามได้อย่างต่อเนื่อง
มีการแตกไลน์ธุรกิจไปทำสนามบาสเกตบอลในชื่อ “B Pro” พร้อมทั้งเปิดเป็นสถาบันสอนบาสเกตบอลควบคู่กันไปด้วย
อีกช่องทางรายได้ที่น่าสนใจ คือ การรับจัดกิจกรรมสำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร เช่น งานกีฬาสีของบริษัทต่างๆ
เป็นการขยายฐานลูกค้าออกไปมากกว่าการรอให้ลูกค้าทั่วไปเข้ามาเช่าสนามเตะบอลเพียงอย่างเดียว
กลยุทธ์การขยายสาขาของ Grand Soccer Pro ก็ถือว่าน่าสนใจ
เพราะจะเน้นไปที่การเลือกทำเลที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น หรือเป็นย่านชุมชนขนาดใหญ่
และปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ คนในทำเลนั้นต้อง “มีกำลังจ่าย”
ปัจจุบัน Grand Soccer Pro มีสาขาทั้งหมด 8 แห่งทั่วกรุงเทพฯ
มีตั้งแต่ใจกลางเมืองอย่างเจริญราษฎร์-สาทร รัชดา และเกษตร-นวมินทร์
โซนตะวันออกก็มีสาขาพัฒนาการ อ่อนนุช และบางนา
ฝั่งตะวันตกก็มีติวานนท์ และบางแค
ทั้งหมดนี้ดำเนินงานภายใต้บริษัท ซอคเก้อร์โปร แบงค์ค๊อกซ์ จำกัด
มีประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเมื่อย้อนดูประวัติการจดทะเบียนธุรกิจ พบว่าเริ่มต้นในฐานะธุรกิจ “เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ”
ก่อนจะเปลี่ยนวัตถุประสงค์มาเป็นธุรกิจดำเนินงานเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการแข่งขันกีฬาในเวลาต่อมา
ด้านผลประกอบการ ปี 2568 มีรายได้รวม 145.8 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 10.6 ล้านบาท
กรณีศึกษาที่น่าสนใจของ Grand Soccer Pro พิสูจน์ให้เห็นว่า
ในธุรกิจสนามฟุตบอลหญ้าเทียมที่ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเล็กระดับชุมชน ก็สามารถทำให้เป็นเชนที่มีรายได้หลักร้อยล้านบาทได้
หากสามารถเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า สร้างมาตรฐานบริการที่คงที่ และรู้จักต่อยอดจุดแข็งของตัวเองอย่างต่อเนื่อง
