หากพูดถึงทำเลที่สำคัญที่สุดจุดหนึ่งของคนฝั่งธน คงหนีไม่พ้น “สะพานตากสิน” เพราะเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมฝั่งธนบุรีเข้าสู่ใจกลางเมือง หรือย่าน CBD อย่างสาทรและสีลม
ตรงนี้เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของ 3 ระบบขนส่งในที่เดียวกัน คือ รถ เรือ และราง
รถ คือถนนกรุงธนบุรีที่พาคนฝั่งธนเข้าสู่ถนนสาทร
เรือ คือจุดศูนย์กลางการเดินเรือ ทั้งเรือท่องเที่ยว เรือข้ามฟาก และเรือด่วนเจ้าพระยา
ราง คือรถไฟฟ้า BTS ที่พาคนไปได้ทุกโซนของกรุงเทพฯ
แต่เบื้องหลังทำเลทองแห่งนี้ มีเรื่องราวที่มาน่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสะพานตากสิน (ถนนที่รถวิ่ง) กับสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสิน (ของ BTS)
เพราะความจริงแล้ว สถานี BTS สะพานตากสิน เดิมทีเป็นเพียงสถานี “ชั่วคราว” เท่านั้น
ย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้น สะพานตากสินเปิดใช้งานครั้งแรกในปี พ.ศ. 2525 เกิดขึ้นเพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรที่หนาแน่นของสะพานพุทธ
ช่วยให้การเดินทางระหว่างฝั่งธนบุรี (ถนนกรุงธนบุรี) กับฝั่งพระนคร (ถนนสาทรและสีลม) สะดวกขึ้นกว่าเดิมมาก
สิ่งที่น่าสนใจคือ ตั้งแต่แรกเริ่ม สะพานตากสินถูกออกแบบให้เป็น “สะพานคู่” ที่เว้นช่องว่างตรงกลางไว้
เป็นการเผื่อพื้นที่ไว้ล่วงหน้า สำหรับระบบขนส่งมวลชนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ต่อมาก็มีโครงการรถไฟฟ้า BTS เริ่มประมูลและก่อสร้างในช่วงปี 2530 ก่อนเปิดให้บริการจริงในปี 2542
ช่องว่างกลางสะพานที่เตรียมไว้ ก็ถูกเติมเต็มด้วยรางรถไฟฟ้า BTS พอดี
และจุดนี้เองคือที่มาว่าทำไม สถานีสะพานตากสิน (S6) ถึงเป็นสถานีชั่วคราว
เพราะแผนแรกเริ่ม BTS สายสีลมจากสนามกีฬาแห่งชาติ วิ่งมาสุดที่สะพานตากสินเท่านั้น ก่อนจะข้ามแม่น้ำไปฝั่งธนบุรีในเฟสถัดไป
ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ระหว่างสะพานตากสิน สถานีรถไฟฟ้าจึงทำได้แค่ชานชาลาเดียว
รถไฟฟ้าต้องคอยสลับกันเข้า-ออก ไม่สามารถวิ่งเข้าพร้อมกันได้เหมือนสถานีอื่น
แผนเดิมคือ เมื่อรถไฟฟ้าขยายไปถึงฝั่งธนบุรี ก็จะรื้อสถานี S6 ทิ้งไป
รถไฟฟ้าจะวิ่งจากสถานีสุรศักดิ์ (S5) ข้ามไปเชื่อมกรุงธนบุรี (S7) โดยตรง ไม่จอดที่สะพานตากสินอีกแล้ว
แต่พอเปิดใช้งานจริง สถานีสะพานตากสินกลับมีความสำคัญสำหรับการเดินทางของคนฝั่งธนบุรีเกินกว่าจะรื้อทิ้งได้
เพราะจุดนี้สามารถเชื่อมต่อได้ครบทั้ง 3 ระบบ ทั้งรถ ราง และเรือ
สถานีสะพานตากสินจึงต้องเปิดใช้งานต่อไป ทั้งที่มีแค่ชานชาลาเดียว และรถไฟฟ้ายังต้องรอสลับกันวิ่งเข้าเหมือนเดิม เป็นจุดที่ทำให้การวิ่งของ BTS สายสีลมเกิดการล่าช้า
ประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว เคยมีการเสนอให้รื้อสถานีสะพานตากสินออกไป เพื่อให้รถไฟฟ้าวิ่งสวนกันเร็วขึ้น โดยเปลี่ยนเป็นสกายวอล์คระหว่างสถานีสุรศักดิ์มาถึงสะพานตากสิน แต่คนก็ยังคัดค้าน
แม้ในปัจจุบัน BTS ขยายจนมาสุดที่บางหว้า ก็ยังรื้อสถานีสะพานตากสินออกไปไม่ได้
ความจริงแล้ว หน่วยงานภาครัฐก็มีแนวคิดที่จะแก้ปัญหาเรื่องคอขวดตรงนี้อย่างจริงจัง
เป็นโครงการ “ปรับปรุงพื้นที่สถานีและขยายสะพานตากสิน”
แนวทางคือขยายสะพานด้วยการทำตอม่อออกด้านข้าง ให้ทางรถวิ่งได้ฝั่งละ 3 เลนเท่าเดิม
ส่วนพื้นที่ตรงกลางจะขยายเป็น 2 ชานชาลาสำหรับสถานีรถไฟฟ้า เพื่อให้วิ่งเข้า-ออกพร้อมกันได้ ไม่ต้องรอสลับคิวอีกต่อไป
แนวคิดนี้ดูเหมือนจะลงตัว ถ้าทำเสร็จแล้วจะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย
แต่ปัญหาใหญ่คือ “ผลกระทบ” และ “ความทับซ้อน”
ข้อแรก คือ ผลกระทบระหว่างก่อสร้าง เป็นไปได้ว่า ในการขยายสะพานอาจต้องมีการปิดการจราจรบางส่วน
จะกระทบต่อการจราจรที่รถติดสาหัสอยู่แล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนรถไฟฟ้า แม้จะวิ่งข้ามแม่น้ำระหว่างฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนครได้ตามปกติ แต่ในช่วงปรับปรุง “จะต้องงดให้บริการ” ที่สถานีสะพานตากสิน
จุดนี้จะกระทบคนที่ต้องใช้สถานีสะพานตากสินเพื่อต่อเรือหรือรถสาธารณะที่อยู่ด้านล่าง
แม้จะมีการเสนอเรื่องใช้รถรับ-ส่งฟรี (Shuttle Bus) ระหว่างสถานีสุรศักดิ์กับใต้สะพานตากสิน ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะสะดวกเท่ากับการใช้รถไฟฟ้าเหมือนเดิมได้ขนาดไหน
กว่างานทั้งหมดจะแล้วเสร็จ คาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี ทำให้ประชาชนกังวลผลกระทบต่อการเดินทางที่ต้องแบกรับในช่วงระหว่างปิดปรับปรุง
ข้อสอง คือ ความทับซ้อนของหน่วยงานที่ดูแล
พื้นที่ตรงนี้มีตัวละครที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย
ตัวสะพานตากสิน เป็นของกรมทางหลวงชนบท (กระทรวงคมนาคม)
ตัวรางรถไฟฟ้า เป็นของกรุงเทพมหานคร (กทม.)
พื้นที่แม่น้ำใต้สะพาน เป็นของกรมเจ้าท่า (กระทรวงคมนาคม)
และตัวละครที่สำคัญที่สุดคือ “ประชาชน” ที่สัญจรไปมาทุกวัน
ในเบื้องต้น กทม. ในฐานะเจ้าของรถไฟฟ้า พร้อมเดินหน้าผลักดันให้ขยายสถานีเป็น 2 ชานชาลา
กรมทางหลวงชนบท ก็อนุญาตให้ทำได้แล้ว แต่มีเงื่อนไขคือ “ต้องไม่กระทบเลนรถวิ่ง” ต้องสร้างส่วนต่อขยายด้านข้างให้เสร็จก่อน แล้วค่อยขยับมาทำสถานีตรงกลาง
กรมเจ้าท่า ก็มีเงื่อนไขด้านความปลอดภัยของการสัญจรทางน้ำใต้สะพานที่ต้องดูแลเข้มงวด
แม้ตรงนี้ดูเหมือนจะทำได้ (อย่างมีเงื่อนไข) แต่กลับมีอีกปัจจัยใหญ่ คือ “สัญญาสัมปทาน BTS” ที่กำลังจะหมดลงในปี 2572
เมื่อมีปัจจัยเรื่องความกังวลเรื่องผลกระทบระหว่างก่อสร้าง และสัมปทานที่ใกล้หมดอายุ ต้องรอดูความชัดเจนก่อน
แผนการขยายสะพานตากสินและตัวสถานีรถไฟฟ้าจึงยังไม่เกิดขึ้นจริง
สถานีชั่วคราวที่ตั้งใจให้อยู่แค่ระยะสั้นๆ เมื่อ 27 ปีก่อน จึงยังคงต้องทำหน้าที่ต่อไปในฐานะจุดเชื่อมต่อที่คนฝั่งธนขาดไม่ได้
จนกว่าจะมีทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบของคนที่ต้องต่อรถหรือบริการขนส่งสาธารณะที่สถานีสะพานตากสิน
