‘ตู้เย็น’ นับเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตและห้องครัวของคนไทย ปัจจุบันมีอัตราการเข้าถึงในครัวเรือนไทยสูงถึง 89%
สะท้อนให้เห็นว่าตลาดนี้ได้ก้าวข้ามการเป็นตลาดสำหรับผู้ซื้อเครื่องแรกไปแล้ว แต่ได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของการซื้อเพื่อทดแทนและอัปเกรดอย่างเต็มตัว
เดิมที ตู้เย็นทำหน้าที่เพียงแค่การเก็บรักษาความเย็นและยืดอายุความสดของอาหาร
ตลาดในอดีตจึงผูกพันอยู่กับเรื่องของฟังก์ชันพื้นฐาน ความคุ้มค่า และขนาดความจุเป็นหลัก
ทว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน วิถีชีวิตที่ผูกติดกับสังคมเมืองและเทรนด์การแต่งบ้าน ทำให้บทบาทของตู้เย็นเริ่มหย่อนคลายจากกรอบเดิม ๆ
ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ตู้เย็นกลายเป็นการสะท้อนรสนิยมและการเสพสุนทรียภาพของผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และมิลเลนเนียลที่พร้อมยอมจ่ายเพื่อซื้อความสวยงาม ดีไซน์ที่ปรับเปลี่ยนสีหน้าบานได้ และเทคโนโลยีที่เข้าใจชีวิตมากกว่าแค่ฟังก์ชันพื้นฐาน

| 89% มีตู้เย็นใช้ในบ้านแล้ว ตลาด 1.6 หมื่นล้าน
เปลี่ยนเกมสู้ใหม่ เน้นเจาะกลุ่มซื้ออัปเกรด |
||
| ปี พ.ศ. | มูลค่าตลาดตู้เย็นในประเทศไทย | ยอดขาย |
| 2565 | 17,829 ล้านบาท | 1.82 ล้านเครื่อง |
| 2566 | 15,273 ล้านบาท | 1.59 ล้านเครื่อง |
| 2567 | 14,950 ล้านบาท | 1.55 ล้านเครื่อง |
| 2568 | 16,000 ล้านบาท | 1.63 ล้านเครื่อง |
| 2569 (คาดการณ์) | 16,200 – 16,400 ล้านบาท | 1.60 ล้านเครื่อง |
| อัตราครัวเรือนไทยเข้าถึงตู้เย็น 89% | ||
| สัดส่วนมูลค่าตลาด ปี 2568 แบ่งตามประเภทตู้เย็น | ||
| ตู้เย็น 2 ประตู 55% | ตู้เย็นมัลติดอร์และไซด์บายไซด์ (กลุ่มพรีเมียม) 35% | ตู้เย็น 1 ประตู 10% |
| ที่มา: Marketeer รวบรวม อ้างอิงข้อมูลจาก SCB EIC, Krungthai COMPASS, Samsung, LG / กันยายน 2569 | ||
ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาวะเศรษฐกิจและวิกฤตการณ์ต่าง ๆ มีผลกระทบต่อตลาดตู้เย็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากมองภาพรวมมูลค่าตลาดตู้เย็นในประเทศไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะพบว่าในช่วงปี 2564 ถึง 2565 ตลาดมีการเติบโตทะยานสู่จุดพีก โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 17,829 ล้านบาท พร้อมยอดขาย 1.82 ล้านเครื่องในปี 2565 ซึ่งการเติบโตนี้เป็นอานิสงส์จากการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้คนทำงานอยู่บ้านและทำอาหารทานเองมากขึ้น ผนวกกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด
ก่อนที่ตลาดจะเผชิญบททดสอบอย่างหนักเมื่อกำลังซื้อเริ่มฝืดเคืองจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและการซื้อล่วงหน้าไปแล้วในช่วงโรคระบาด
ฉุดให้มูลค่าตลาดลงไปแตะจุด 14,950 ล้านบาทในปี 2567 อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มส่งสัญญาณสลัดความบอบช้ำและกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง
โดยในช่วงปี 2568 ตลาดกลับมาขยายตัวที่ 16,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเติบโตอยู่ในระดับประมาณ 16,200 ถึง 16,400 ล้านบาทต่อเนื่องในปี 2569
ส่วนสำคัญมาจากสมรภูมิเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่มีมูลค่าตลาดรวมราว 83,000 ล้านบาท (ไม่รวมทีวี) ประเมินว่าปีนี้จะกลับมาเติบโตในระดับตัวเลขหลักเดียว จากปัจจัยส่งเสริมอย่างสภาพอากาศที่คาดการณ์ว่าจะร้อนขึ้นและร้อนยาวนานกว่าปีก่อน
ซึ่งส่งผลบวกต่อยอดขายกลุ่มตู้เย็นซึ่งทำหน้าที่เป็นหนึ่งเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมร่วมกับแอร์และเครื่องซักผ้า หรือก็คือกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านชิ้นใหญ่ (Major appliance) ที่ครองสัดส่วนมูลค่าตลาดรวมกันถึง 66,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย ผู้บริโภคมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้จะยังคงมีความต้องการสินค้าใหม่ แต่หากตู้เย็นเดิมไม่เสีย หลายคนเลือกที่จะจำกัดการใช้จ่ายและชะลอการซื้อออกไป แต่สำหรับผู้บริโภคระดับกลางถึงบนยุคนี้กลับพิถีพิถันในการเลือกสรรมากขึ้น และพร้อมจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับนวัตกรรม
พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ทิศทางการปรับตัวของผู้เล่นในตลาดตู้เย็น จากเดิมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยตู้เย็น 1 ประตู ซึ่งปัจจุบันเสื่อมความนิยมจนสัดส่วนหดตัวเหลือเพียง 10% ก็หันมาสร้างนวัตกรรมที่แปลกใหม่และมีความร่วมสมัยมากขึ้นในเซกเมนต์อื่น ๆ
โดยโครงสร้างตลาดปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยตู้เย็น 2 ประตูที่เป็นมาตรฐานคู่ครัวไทยและครองส่วนแบ่งสูงสุดถึง 55% และกลุ่มพรีเมียมอย่างตู้เย็นมัลติดอร์และไซด์บายไซด์ที่ครองส่วนแบ่งมูลค่าสูงถึง 35%
แบรนด์ต่าง ๆ หันมายกระดับสินค้าด้วยการฝังเทคโนโลยี AI เข้าไปเพื่อช่วยประหยัดไฟ วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน แนะนำเมนูอาหาร และทำหน้าที่เป็นหน้าจอควบคุมบ้านอัจฉริยะแบบเรียลไทม์
ไปจนถึงการดีไซน์หน้าบานให้เรียบหรู สามารถบิลต์อินแนบสนิทไปกับชุดครัวได้อย่างลงตัว ซึ่งการแข่งขันด้านนวัตกรรมเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยสลัดความจำเจทิ้งไป แต่ยังเป็นการสร้างความสมเหตุสมผลให้แบรนด์สามารถตั้งราคาในระดับพรีเมียมได้
ส่วนโครงสร้างผู้เล่นในตลาดปัจจุบันมีความดุเดือดและหลากหลาย ตั้งแต่แบรนด์ชั้นนำจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่มุ่งเน้นรักษาส่วนแบ่งในตลาดกลุ่มกลางถึงบนด้วยนวัตกรรมและดีไซน์ที่ประณีต ไปจนถึงแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากจีนที่โหมกระหน่ำตั้งโรงงานในไทยและใช้กลยุทธ์ราคาความคุ้มค่าเพื่อเจาะสมรภูมิตลาดแมส
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังขยายพอร์ตสินค้าและช่องทางการจัดจำหน่ายด้วยการสร้างโมเดลทางการเงินรูปแบบใหม่ เพื่อดักจับนักช้อปและสร้างการตัดสินใจซื้อให้ง่ายขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชันผ่อน 0% ระยะยาว โปรแกรมนำเครื่องเก่ามาแลกใหม่ รวมไปถึงการเปิดบริการเช่าใช้รายเดือนเพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่ต้องการเข้าถึงสินค้าราคาสูงโดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อน
