ในวันที่อุตสาหกรรมเกมไทยมุ่งมั่นเข้าสู่เวทีโลกอย่างจริงจัง คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ ผู้พัฒนาเกมไทยจะเปลี่ยน ‘ความหลงใหล’ ในการทำเกม ให้กลายเป็น ‘สตูดิโอเกม’ ที่มีกระแสเงินสดหล่อเลี้ยงธุรกิจและทำเงินในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนได้อย่างไร
งานแสดงสินค้านานาชาติ ธุรกิจคอนเทนต์ ดิจิทัลคอนเทนต์ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือ Thailand Content Market 2026 จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA และพันธมิตรภาคเอกชนในอุตสาหกรรม
จัดเวทีเสวนาหัวข้อ ‘ปักหมุดเกมไทยบนเวทีโลก: ถอดบทเรียนจากเกมที่ประสบความสำเร็จ’ โดยนักพัฒนาเกมไทยจาก 3 สตูดิโอเกม ‘คุณเชนทร์ สุขภูมิ’ ผู้ร่วมก่อตั้ง, Sunny Syrup Studio / ‘คุณจิรากร ทฤษฎีรักษ์’ Game Producer, Secret Character / ‘คุณศุภฤกษ์ มนตรีสุขศิริกุล’ Executive Producer, Jumbo Jumps และร่วมดำเนินเซกชั่นโดย ‘คุณเนนิน อนันต์บัญชาชัย’ CEO จาก Extend Interactive
เลิกยึดติดภาพจำเดิม
ปัญหาหลักที่วงการพัฒนาเกมกำลังเผชิญคือ การยึดติดกับการวิ่งแข่งระยะสั้นเพื่อเข็นเกมใหม่ออกมาเพียงเกมเดียว
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลจาก ‘Steam’ (สตีม) แพลตฟอร์มและร้านค้าดิจิทัลสำหรับจัดจำหน่ายวิดีโอเกมพีซีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ระบุว่ามีสตูดิโอเกมถึง 75% ที่ปล่อยผลงานออกมาเพียงแค่เกมเดียวแล้วไม่ได้พัฒนาต่อ
การจำกัดความสำเร็จไว้เพียงแค่นี้อาจส่งผลให้สตูดิโอสูญเสียโอกาสสำคัญ เมื่อผู้ประกอบการมองภาพธุรกิจผ่านเลนส์ของการทำเกมเดี่ยว จึงทำให้ขาดการต่อยอดไปสู่การจัดการงบประมาณและทรัพยากรบุคคลในระยะยาว
สิ่งที่ขับเคลื่อนความสำเร็จในปัจจุบันคือ การวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ ควบคุมขอบเขตของเกมให้สัมพันธ์กับต้นทุน และเตรียมแผนสำหรับโปรเจกต์ที่สองไว้ตั้งแต่โปรเจกต์แรกยังไม่จบกระบวนการ
ดังนั้น การปรับเปลี่ยนทัศนคติจากการสร้างผลิตภัณฑ์ชิ้นเดียว เป็นการรักษากระบวนการผลิตให้ต่อเนื่อง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสตูดิโอเกมแข่งขันในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน
จากไอเดียตั้งต้น สู่การพัฒนาเกมที่ตอบโจทย์ตลาดโลก
นักพัฒนาไทยมีศักยภาพสูงระดับโลก แต่มักจะเผชิญความท้าทายเรื่องการทำเกมที่ตอบสนองเพียงความชอบส่วนตัวโดยลืมมองความต้องการของตลาด
การจะก้าวไปสู่ระดับโกลบอลได้อย่างแข็งแกร่งนั้น สตูดิโอต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์มาใช้กลยุทธ์การเลือกโปรเจกต์ที่ผสานระหว่างสิ่งที่ทำได้จริงในทางเทคนิค และสิ่งที่มีโอกาสขายได้จริงในตลาดโลก
การจะนำไอเดียไปต่อยอดนั้นต้องอาศัยการค้นหาความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคให้เจอ

ตัวอย่างเช่น เกมแฟลชในตำนาน (วิดีโอเกมที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี Adobe Flash และเล่นบนเว็บเบราว์เซอร์) ที่จำลองการปิ้งเนื้อซึ่งเชื่อว่าชาวเด็กยุค 90 หลายคนคุ้นเคยกันดี หรือเวอร์ชันรีเมคใหม่ในชื่อ ‘Yakiniku Simulator’ ผลงานที่มีผู้ร่วมพัฒนาโดยคุณจิรากรแห่งสตูดิโอ Secret Character
เกมปิ้งเนื้อนี้มีจุดเริ่มต้นจากความชื่นชอบส่วนตัวของคุณจิรากรซึ่งเติบโตมากับวัฒนธรรมเกมและอนิเมะของญี่ปุ่น ผนวกกับความชื่นชอบในการรับประทานเนื้อย่าง ก่อนต่อยอดสู่เป้าหมายการสร้างเกมเพื่อส่งไปเจาะตลาดญี่ปุ่นโดยเฉพาะ เพื่อให้ชาวญี่ปุ่นได้มีโอกาสเล่นเกมที่สร้างสรรค์โดยนักพัฒนาไทยบ้าง
กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้เกมปิ้งเนื้อสามารถตีตลาดญี่ปุ่นได้แตก คือการออกแบบตัวเกมให้เข้าถึงง่ายและมีจังหวะการเล่นแบบสบาย ๆ ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายหลักอย่างสตรีมเมอร์ชาวญี่ปุ่น
โดยตัวเกมถูกออกแบบมาให้เอื้อต่อการทำคอนเทนต์ เพราะสตรีมเมอร์สามารถเปิดเล่นไปพร้อมกับการพูดคุยโต้ตอบกับผู้ชมทางบ้านได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องใช้สมาธิกับเกมสูงเกินไป
ความสำเร็จนี้เห็นได้ชัดเจนเมื่อสตรีมเมอร์ชื่อดังที่มีผู้ติดตามหลักล้านคนรายหนึ่ง ได้นำเกมนี้ไปสตรีมเล่นจนเกิดเป็นกระแสไวรัล ส่งผลให้ยอดผู้เล่นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
หรือจะเป็นการพัฒนาผลงานต่อเนื่องอย่าง ‘Ramen Simulator’ ที่ลงลึกถึงรายละเอียดการต้มน้ำซุปหรือการเลือกเส้น ผสมผสานมินิเกมแปลกใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและดึงดูดผู้เล่นต่างชาติได้อย่างตรงจุด

จังหวะเวลาต้องรู้ การพัฒนาเป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่กลยุทธ์การขายต้องมาก่อน
ผลิตภัณฑ์ที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องของความสนุก แต่จังหวะเวลาในการวางจำหน่ายคือเครื่องมือทางธุรกิจที่ช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงผู้เล่น
แม้ตัวเกมจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมจำหน่าย แต่หากเลือกช่วงเวลาปล่อยเกมผิดพลาด เช่น การนำเกมไปเปิดตัวในช่วงเทศกาลลดราคาครั้งใหญ่ของแพลตฟอร์มขายเกมดิจิทัล เกมใหม่ก็จะถูกบดบังจากอัลกอริทึมที่หันไปเน้นโปรโมตเฉพาะเกมเก่าที่เข้าร่วมแคมเปญลดราคา
ดังนั้น การนำเงื่อนไขของช่วงเวลาในตลาดโลกมาตั้งเป็นหมุดหมายในการกำหนดเส้นตายของการทำงาน จึงสามารถรักษาความสนใจของผู้เล่นและสร้างยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การวางแผนหลีกเลี่ยงช่วงเวลาดังกล่าวและหันไปเกาะกระแสอีเวนต์พิเศษของค่ายเกมใหญ่ ๆ ให้ตรงกับแนวเกมของตนเอง จึงเป็นแนวทางการตอบสนองพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคในตลาดสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โมเดล ‘เรียนรู้และปรับตัว’ กุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
โมเดลที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จในตลาดสากล คือการนำศักยภาพของทีมงานไทยมาผสานกับกลยุทธ์ที่แม่นยำ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างรายได้ให้ผู้ผลิต แต่ยังเปิดตลาดเซกเมนต์ใหม่ ๆ ได้อย่างสูง
ดังจะเห็นได้ว่าผลลัพธ์จากการวางแนวทางที่ชัดเจน ส่งผลให้ยอดขายอันดับหนึ่งของ ‘Yakiniku Simulator’ มาจากกลุ่มผู้เล่นชาวญี่ปุ่น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 33% หรือประมาณหนึ่งในสามของยอดขายทั้งหมด
นอกจากนี้ ตัวเกมยังได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางและหนาหูในสื่อและโซเชียลมีเดียของญี่ปุ่น โดยเมื่อสื่อญี่ปุ่นนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเกมนี้
ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากต่างแสดงความประหลาดใจและทึ่งเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้ทราบความจริงว่า เกมที่สามารถจำลองวัฒนธรรมการกินปิ้งย่างของพวกเขาออกมาได้สมจริงและชวนหิวขนาดนี้
แท้จริงแล้วถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมงานจากประเทศไทย แม้ผู้เล่นหลายคนรวมถึงชาวญี่ปุ่นเองจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผลงานจากประเทศญี่ปุ่นก็ตาม
ขณะที่ Jumbo Jumps ซึ่งมีพนักงานกว่า 50 คน เลือกใช้กลยุทธ์สร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงจากการรับพัฒนาระบบเกมแพลตฟอร์มให้กับแบรนด์องค์กร ควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสให้ทีมงานสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นลิขสิทธิ์ของตนเอง
ส่วน Sunny Syrup Studio ได้ต่อยอดการทำงานด้วยการย่อขนาดทีมและพัฒนาทักษะจนสามารถแบ่งพนักงาน 6 คนออกไปรับผิดชอบโปรเจกต์ได้ถึง 3 เกมพร้อมกัน
ท้ายที่สุด การจะผลักดันให้อุตสาหกรรมเกมไทยก้าวขึ้นเป็นที่ยอมรับระดับโลกได้นั้น
ไม่สามารถอาศัยเพียงคุณภาพของตัวเกมที่ดีอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยเสาหลักสำคัญ ได้แก่ การเรียนรู้จากความล้มเหลวอย่างรวดเร็ว การบริหารงบประมาณอย่างเข้มงวด และความร่วมมืออย่างแนบแน่นในการแบ่งปันองค์ความรู้ระหว่างผู้พัฒนาในอุตสาหกรรมเดียวกัน
