เพราะจีนเป็นตลาดใหญ่ยานยนต์อันดับต้นๆ ของโลก แบรนด์ต่างชาติจึงต้องการที่จะเจาะตลาดจีนให้ได้ แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้ สถานการณ์ในจีนเปลี่ยนไป จนค่ายรถต่างชาติต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อความอยู่รอด 

สื่อธุรกิจและยานยนต์ในประเทศตะวันตก รายงานว่า Honda หนึ่งในค่ายรถใหญ่ญี่ปุ่น กำลังเดินหน้าแผนลดต้นทุนครั้งใหญ่ในจีน

ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 9,600 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 316,000 ล้านบาท) ต่อเนื่องไปถึงปี 2030 หรืออีก 4 ปีจากนี้ 

เพื่อกดให้ราคารถที่ผลิตออกมาถูกลง และสู้กับบรรดาแบรนด์รถจีนเจ้าถิ่นได้ พร้อมกันนี้ยังเพื่อชดเชยการขาดทุน 

หลังความต้องการรถอีวีชะลอตัวจนขาดทุนครั้งใหญ่ ท่ามกลางความต้องการรถไฮบริดที่เพิ่มขึ้นจนก่อนหน้านี้ต้องปรับแผน หันไปเน้นผลิตรถไฮบริดแทน 

การประกาศแผนปรับลดต้นทุนครั้งใหญ่ในจีนของฮอนด้า กระทบโดยตรงถึงบรรดาซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนรถยนต์ เพราะหมายความว่าจากนี้ต้องหันไปใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในจีนมากขึ้น 

จากเดิมที่ค่ายรถญี่ปุ่นมักพึ่งพาเครือข่ายซัพพลายเออร์ภายในประเทศเป็นหลัก และอุตสาหกรรมยานยนต์โลกก็พยายามลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนมาโดยตลอด 

แต่การที่ฮอนด้า บีบให้ซัพพลายเออร์วิ่งเข้าหาจีน สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันมหาศาลที่ค่ายรถกำลังเผชิญ

และหากค่ายรถจีนสามารถผลิตรถที่ลดต้นทุนได้โดยไม่เสียคุณภาพ ค่ายรถยักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะของต่างชาติก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำตาม 

ด้านโฆษกฮอนด้า กล่าวถึงเรื่องนี้แบบแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเลขเป้าหมาย แต่ชี้แจงเพียงว่า บริษัทกำลังร่วมมือกับซัพพลายเออร์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนผ่านการใช้ชิ้นส่วนมาตรฐาน 

ไม่ได้มีแต่ฮอนด้าเท่านั้นที่กำลังเดินหน้ารัดเข็มขัด โดย นิสสัน ในยุคของ อีวาน เอสปิโนซา ซีอีโอชาวเม็กซิกัน กำลังอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่

ทั้งการลดขนาดไลน์ผลิตภัณฑ์ ลดกำลังการผลิต และตัดลดค่าใช้จ่าย รวมไปถึงปลดพนักงาน เพื่อฟื้นฟูบริษัทจากภาวะขาดทุนซึ่งก็เริ่มเห็นผลแล้ว

ไตรมาสแรกปี 2026 นิสสันทำกำไรได้ 24 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 793 ล้านบาท) ถือเป็นการทำกำไรครั้งแรกในรอบ 2 ปี 

ด้านโตโยต้า ค่ายรถอันดับ 1 ของญี่ปุ่น ที่แม้สามารถรั้งตำแหน่งแชมป์ยอดขายอันดับ 1 ของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 6 และมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งที่สุด 

แต่ อดีตซีอีโอ โคจิ ซาโตะ ก็เคยเตือนซัพพลายเออร์ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “ถ้าไม่ปรับตัวก็อาจไม่รอด” 

ทั้งนี้ แม้จีนเป็นตลาดรถขนาดใหญ่ ทั้งด้วยขนาดพื้นที่ประเทศและจำนวนประชากรที่มากที่สุดในโลก ขณะเดียวกันยังเป็นฐานผลิตขนาดใหญ่ที่ค่ายรถต่างชาติมากมายไปตั้งโรงงานอยู่ 

แต่ด้วยพัฒนาการทางเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล ทำให้ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ผลักดันให้มีค่ายรถจีนเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะกลุ่มรถอีวี และรถจีนแต่ละค่ายก็แข่งขันเรื่องราคาอย่างดุเดือด 

จนรถจีนทำยอดขายแซงรถต่างชาติ ซึ่งบีบให้ค่ายรถต่างชาติต้องพากันลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด เช่นกรณีของฮอนด้า

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์ตลาดรถในจีน ยิ่งสร้างความปวดหัวให้ค่ายรถทั้งหมดที่ทำตลาดอยู่ในจีนมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดในยุคที่กำลังซื้อรถของชาวจีนลดลง 

จนค่ายรถจีนเองต้องหันไปเน้นผลิตเพื่อส่งออกมากกว่าเพื่อขายในประเทศ โดยเมื่อเมษายนที่ผ่านมา ยอดส่งออกรถจีนเพิ่มขึ้นถึง 85% จากเดือนเดียวกันของปี 2025 

ท่ามกลางคาดการณ์ว่า ตลอดปี 2026 ยอดส่งออกรถของจีนจะโตได้อีก 20% โดยมีประเทศแถบเอเชียอาเซียนเป็นตลาดใหญ่

ดังนั้นค่ายรถต่างชาติจึงต้องเจอศึกสองด้าน เพราะนอกจากแข่งกับค่ายรถจีนที่ราคาถูกกว่า และฮิตในหมู่ชาวจีนมากกว่าแล้ว ยังต้องพยายามปลุกยอดขายยุคที่ตลาดชะลอตัวหลังกำลังซื้อลดอีกด้วย / financeyahoo