สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ของจีนระบุว่า เดือนเมษายนที่ผ่านมายอดส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของจีนพุ่งสูงขึ้นเกือบ 85% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
โดยมียอดรวมการส่งออกสูงถึง 796,000 คัน ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องจากเดือนมีนาคมที่มียอดอยู่ที่ 748,000 คัน
ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่กลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ซึ่งประกอบด้วยรถอีวีและไฮบริดที่มียอดส่งออกเพิ่มขึ้นมากถึง 120% หรือประมาณ 420,000 คัน ภายในเดือนเดียว

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์รถยนต์จีนสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้ดีกว่าแบรนด์คู่แข่งจากประเทศอื่นๆ
โดยเฉพาะในยุคที่ราคาน้ำมันโลกมีความผันผวนสูงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่เป็นปัจจัยผลักดันให้ผู้บริโภคทั่วโลกตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถกลุ่มพลังงานใหม่เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตามในประเทศจีนกลับเป็นไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม โดยยอดขายร่วง 25.5% ลงมาอยู่ที่ 1.3 ล้านคัน ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน หรือครึ่งปีมาแล้ว
นักวิเคราะห์ระบุว่าสาเหตุเกิดจากการที่รัฐบาลจีนเริ่มลดระดับมาตรการสนับสนุนการเปลี่ยนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมาเป็นรถยนต์พลังงานใหม่
ประกอบกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ ทำให้ผู้บริโภคในตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้พากันรัดเข็มขัดและชะลอการตัดสินใจซื้อของราคาแพงทั้งหมดออกไป ซึ่งก็รวมถึงรถยนต์ด้วย
สถานการณ์นี้กระตุ้นให้ค่ายรถจีนต้องขยับ โดยงานแฟร์ ปักกิ่ง ออโต้ โชว์ ครั้งล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ มีการนำรถยนต์กว่า 1,450 รุ่น พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างเอไอและแบตเตอรี่ชาร์จเร็วพิเศษออกมาโชว์เพื่อกระตุ้นความต้องการในการซื้อ ทั้งในกลุ่มคอรถยนต์และผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่ยังพอมีกำลังซื้อ
ส่วนการรุกตลาดต่างประเทศของจีนไม่ได้หยุดอยู่แค่การส่งออก โดยแบรนด์ใหญ่ๆ ของจีน อย่าง บีวายดีและจีลี่ได้เริ่มวางรากฐานการผลิตด้วยการสร้างโรงงานขนาดใหญ่ในแถบยุโรปและลาตินอเมริกา เพื่อลดกำแพงภาษีและต้นทุนการขนส่ง
ตัวอย่างความสำเร็จที่เห็นได้ชัดคือในออสเตรเลีย ซึ่ง 1 ใน 6 ของรถยนต์ใหม่ที่ขายได้คือรถอีวีและ บีวายดีสามารถก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ที่มียอดขายสูงสุดอันดับ 2 รองจากโตโยต้าเท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าในปี 2026 ยอดส่งออกของจีนจะเติบโตขึ้นอีก 20% โดยมีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดที่สำคัญ
ขณะที่ตลาดอเมริกาเหนือยังคงเป็นโจทย์ยาก เนื่องจากนโยบายกำแพงภาษี 100% ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2024 ทำให้รถอีวีจีนยังหาซื้อได้ยาก
ส่วนทิศทางของสถานการณ์จากนี้ขึ้นอยู่กับการเจรจา โดยเฉพาะการเดินทางมาเยือนจีนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ช่วงปลายสัปดาห์นี้ที่มีกำหนดพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน
เพราะอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางว่ารถจีน โดยเฉพาะรถอีวีว่าจะสามารถทะลวงกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ได้หรือไม่ หรือจะต้องเผชิญกับการกีดกันที่หนักยิ่งกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ด้วยต้นทุนการผลิตที่ได้เปรียบ เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า และแรงบีบจากราคาน้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ปฏิเสธไม่ได้ว่ารถยนต์จีนได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกไปแล้ว
ซึ่งหากมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ก็จะยิ่งเป็นการย้ำว่าขั้วอำนาจในอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เปลี่ยนจากกลุ่มประเทศตะวันตกและญี่ปุ่น มาเป็นจีนเรียบร้อยแล้ว / japantoday
