ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มุ่งสู่พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้มีเพียงแค่โรงงานประกอบรถยนต์ แต่เป็นระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่มีซัพพลายเชนกว่า 2,400 บริษัท มีการจ้างงานแรงงานกว่า 700,000 คน คิดเป็นสัดส่วนถึง 10% ของ GDP ประเทศ และเป็นกลไกสำคัญในการดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศด้วยมูลค่าการส่งออกกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี
ในพิธีเปิดงาน Future Mobility Thailand 2026 และ TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026 ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้นำระดับโลกกว่า 150 แบรนด์จาก 70 ประเทศ
กลุ่มสมาคมในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย นำโดย สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) ผู้จัดงานหลักของงาน Future Mobility Thailand 2026 และเป็นแกนนำสำคัญในการผลักดัน “ยุทธศาสตร์ 70/30” และนโยบายต่าง ๆ ร่วมกับภาครัฐ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและรักษาฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทย ได้เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์สำคัญของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ที่ต้องเร่งรักษาสมดุลระหว่างฐานการผลิตเครื่องยนต์ดั้งเดิมและเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ เพื่อเอาชีวิตรอดและสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ
ยุทธศาสตร์ 70/30: ซื้อเวลาสู่การเป็น “Last Man Standing”
ผลกระทบจาก EV ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องหาทางรอด นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) ได้ชูยุทธศาสตร์การปรับตัวที่เรียกว่า “70/30” ซึ่งเป็นการมุ่งเน้นรักษาสายพานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) หรือ Future ICE ให้อยู่ในไทยให้ยาวนานที่สุด โดยตั้งเป้าให้ไทยเป็น “Last Man Standing” หรือประเทศสุดท้ายในภูมิภาคที่จะสามารถดึงดูดและรักษาห่วงโซ่อุปทานจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นเอาไว้ได้ ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดฐานการผลิตกับอินโดนีเซีย
การพยุงฐานการผลิตรถยนต์ดั้งเดิมนี้ ถือเป็นการต่อลมหายใจและให้เวลาผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยนับพันบริษัทในการเรียนรู้และปรับตัว เนื่องจากตลาดโลกบางส่วน เช่น แอฟริกา ยังไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้ทั้งหมด และยังคงมีความต้องการรถยนต์กลุ่มนี้ รวมถึงรถไฮบริด (HEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) อยู่เป็นจำนวนมาก
รับทุนจีน ผสาน “Mechanic” ไทยเข้ากับ “AI”
ในขณะเดียวกัน การเปิดรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีน ก็เป็นกระแสหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การลงทุนจากต่างชาติต้องมีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องไม่เป็นเพียงการเข้ามาใช้ไทยเป็นแค่ฐานประกอบรถยนต์ แต่ต้องทำให้เกิด “การถ่ายทอดเทคโนโลยี” และ “การสร้างมูลค่าเพิ่ม” ภายในประเทศ
นโยบายสำคัญคือการผลักดันให้เกิดการจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้าน “วิศวกรรมเครื่องกล” กับบริษัทต่างชาติที่เก่งด้าน “อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ขั้นสูง และปัญญาประดิษฐ์ (AI)” การนำเทคโนโลยีล้ำสมัยของจีนมาผสานกับฐานการผลิตของไทย จะเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยยกระดับทักษะแรงงานและผลิตชิ้นส่วนสำหรับนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต
งัดไม้ตายภาษี “Local Content” และพลังงานชีวภาพ
เพื่อเป็นการปกป้องและสร้างความเป็นธรรม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้สนับสนุนทิศทางแบบ “Multi-world” หรือการใช้พลังงานผสมผสาน โดยภาครัฐเตรียมงัดมาตรการสำคัญ คือการทบทวนปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ จากเดิมที่ผูกติดกับการปล่อยมลพิษเพียงอย่างเดียว จะเปลี่ยนมาคำนึงถึง “สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ” (Local Content) ให้มากขึ้น เพื่อบีบให้ค่ายรถ EV ต้องเชื่อมโยงและซื้อชิ้นส่วนจากผู้ผลิตไทย รวมถึงเปลี่ยนผ่านสู่นโยบาย EV 3.5 ที่เน้นบังคับให้ผู้ผลิต EV ต้องเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย ไม่ใช่แค่นำเข้าสำเร็จรูป
อีกหนึ่งอาวุธสำคัญคือ การอุดหนุนเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตได้เองในประเทศ เช่น ไบโอดีเซล (B20) ให้มีราคาถูกกว่าปกติถึง 7 บาทต่อลิตร ซึ่งนอกจากจะช่วยสนับสนุนการใช้งานรถยนต์สันดาปให้ทำตลาดต่อไปได้อีกเป็น 10 ปีแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรและลดต้นทุนเครื่องจักรกลการเกษตรและการขนส่ง โดยไม่ผลักภาระต้นทุนพลังงานไปให้ประชาชน
5 ทางรอด ขยายปีกสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
เพื่อให้อุตสาหกรรมของไทยก้าวข้ามวิกฤตนี้ สมาคมฯ และภาครัฐจึงเสนอแนวทางให้ผู้ประกอบการกระจายความเสี่ยง และนำความรู้ไปต่อยอดในอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ๆ
1.อุตสาหกรรมระบบราง: รองรับการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟและโครงการรถไฟแห่งชาติ
2.อุตสาหกรรมการแพทย์และสาธารณสุข: ต่อยอดความสามารถไปสู่การผลิตชิ้นส่วนเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์
3.อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Automation): ประยุกต์ใช้วิศวกรรมเพื่อผลิตหุ่นยนต์และระบบสั่งการอัตโนมัติ
4.อุตสาหกรรมการเกษตร (Agriculture): ขยายการผลิตชิ้นส่วนสำหรับรองรับเครื่องจักรกลทางการเกษตร
5.อุตสาหกรรมการบินและป้องกันประเทศ: ยกระดับมาตรฐานเพื่อผลิตชิ้นส่วนสำหรับเครื่องบิน รวมถึงชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและยุทโธปกรณ์
ซึ่งหากการปรับสมดุลระหว่างฐานผลิตเดิมและนวัตกรรมใหม่เหล่านี้ได้รับการขับเคลื่อนอย่างตรงจุด จะไม่ใช่แค่การประคองให้ผู้ประกอบการเป็น Last Man Standing ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงระดับโลก แต่ยังเป็นการรักษาขีดความสามารถ เพื่อให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ยังคงเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไปได้อย่างยั่งยืน
