Nissan เผยในแถลงผลประกอบการครั้งการล่าสุดว่า ไตรมาสแรกปี 2026 ทำกำไรได้ 24 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 793 ล้านบาท) หลังจากที่ไตรมาสแรกปี 2025 ขาดทุนหนักถึง 735 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 24,300 ล้านบาท)

นี่ถือเป็นการกลับมาทำกำไรครั้งแรกในรอบ 2 ปี ขณะที่ตัวเลขในการดำเนินธุรกิจอื่นๆ เช่น รายได้ของไตรมาสแรกปี 2026 ขึ้นมาอยู่ที่ 18,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 621,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 9.5% จากไตรมาสแรกปี 2025
อย่างไรก็ตาม Nissan ยังคงเผชิญมรสุมหลายด้าน เริ่มจาก วิกฤตตะวันออกกลาง ที่ทำให้การส่งรถและอะไหล่ไปยังโซนดังกล่าวต้องหยุดชะงัก
ต่อด้วย ยอดขายในจีนที่ลดฮวบ จากการแข่งขันที่ดุเดือดของค่ายรถยนต์จีนที่นำหน้าด้านเทคโนโลยีรถอีวีไปไกลแล้ว
พร้อมกันนี้ยังได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นครั้งล่าสุดและกำแพงภาษีสหรัฐฯ อีกด้วย จึงคาดว่าตลอดปี 2026 จะยังทำกำไรอยู่ที่ 127 ล้านดอลลาร์ (ประมาณเกือบ 4,200 ล้านบาท) ใกล้เคียงกับที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้

อีวาน เอสปิโนซา ซีอีโอของ Nissan กล่าวว่า แผนการลดต้นทุนและยกเครื่องตั้งแต่ที่ตนขึ้นมารับตำแหน่ง กำลังคืบหน้าไปได้ด้วยดี และมั่นใจว่าจะสามารถปลุกองค์กรให้ฟื้นกลับขึ้นมาได้ตามเป้าที่วางไว้
แม้ว่าจะยังมีปัจจัยกดดันในบางภูมิภาค แต่ในภาพใหญ่ถือว่าเป็นไปตามเป้า
ย้อนไปช่วงปี 2001 – 2017 เมื่อ คาร์ลอส กอนส์ ชาวเลบานอนเชื้อสายฝรั่งเศสแต่ไปโตที่บราซิล เป็นซีอีโอ Nissan เขาได้พัฒนา Nissan ขึ้นสู่ยักษ์ยานยนต์โลก พร้อมขาขึ้นมากมายทั้งยอดขายและภาพลักษณ์
แต่ต่อมา Nissan ก็เผชิญความตกต่ำ โดยแม้จากนั้นเปลี่ยนมาให้ชาวญี่ปุ่น คือ ฮิโรโตะ ไซกาวะ และ มาโกโตะ อูชิดะ เป็นซีอีโอ ระหว่างปี 2017 – 2019 และ 2019 – 2025 ตามลำดับ แต่สถานการณ์ก็แทบไม่ดีขึ้นเลย
จนต้องยกเลิกแผน ควบรวมบริษัทกับค่ายรถญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่อีกแห่งอย่าง Honda อีกด้วย
นี่ทำให้ Nissan กลับมาให้ความไว้วางใจชาวต่างชาติอีกครั้ง โดยบอร์ดบริหารค่ายรถญี่ปุ่น ผลักดัน อีวาน เอสปิโนซา ที่ทำงานอยู่ในองค์กรกว่า 20 ปี ให้เลื่อนจากผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนธุรกิจขึ้นมาเป็นซีอีโอ
ซีอีโอชาวเม็กซิกันผู้นี้ เดินหน้ายกเครื่อง Nissan ครั้งใหญ่ โดยเน้นไปที่ลดค่าใช้จ่ายและตัดส่วนธุรกิจที่ขาดทุน ไม่ทำกำไรหรือไม่เกิดประโยชน์ทางธุรกิจแล้วออกไป
แผนยกเครื่องของเขา นำมาสู่การปิดและขายโรงงาน ตามด้วยปลดพนักงานทั่วโลกครั้งใหญ่เกือบหมื่นคน ขายอาคารสำนักงานใหญ่
ต่อด้วยรับดีลผลิตรถให้แบรนด์รถจีน และถอนหุ้นจากสโมสรฟุตบอลโยโกฮาม่า เอฟ มารินอส ที่ก่อตั้งขึ้นมา
ในที่สุด Nissan ก็ดีขึ้นและกลับมาทำกำไรได้เป็นครั้งแรกในรอบสองปี ในยุคของ อีวาน เอสปิโนซา ซีอีโอคนที่ 4 ในรอบ 8 ปีขององค์กร และถือเป็นซีอีโอต่างชาติคนที่ 2 นับตั้งแต่ก่อตั้ง ถัดจาก คาร์ลอส กอนส์
ทั้งนี้นอกจาก Nissan แล้วในปัจจุบัน ยังมีบริษัทใหญ่ญี่ปุ่นอีก 2 แห่งที่บริหารโดยซีอีโอต่างชาติ โดยแห่งแรกคือ Seven & i Holdings บริษัทแม่ของ 7-Eleven ญี่ปุ่น ที่บริหารโดย สตีเฟ่น เฮย์ส ดาคัส ซีอีโอชาวอเมริกัน
เพราะบอร์ดบริหารเห็นว่าเขามีประสบการณ์ในวงการค้าปลีกจากการเป็นผู้บริหาร Walmart เชนค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ มาก่อน
ส่วนอีกแห่งคือบริษัทยาและเวชภัณฑ์ Takeda ที่ปัจจุบันมี จูลี คิม ชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีใต้ เป็นซีอีโอ
โดยเธอขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดขององค์กรต่อจาก คริสตอฟ เวแบร์ ผู้บริหารชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในตำแหน่งซีอีโอมานานถึง 9 ปี
ทั้งหมดอาจเป็นการสะท้อนว่า การบริหารสไตล์ญี่ปุ่น กำลังตกยุค จนต้องหันไปพึ่งคนเก่งและฝีมือดี มีประสบการณ์จากต่างประเทศ เช่น กรณีของ Nissan, Seven & i Holdings และ Takeda / japantoday
